โรคเบาหวาน

โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาด

โรคเบาหวาน เป็นโรคเรื้อรัง ที่รักษาไม่หายขาด แต่เมื่อเกิดโรคขึ้นแล้วสามารถควบคุมอาการของโรคและดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ สิ่งสำคัญของการรักษาโรคเบาหวานทุกชนิด คือ ต้องคอยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต และคอเลสเตอรอลให้อยู่เกณฑ์ปกติ โดยการควบคุมการรับประทานที่เหมาะสม ออกกำลังกายเป็นประจำ หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสมอาจทำให้อวัยวะและระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานผิดปกติ ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

การรักษาตามประเภทของโรคเบาหวาน มีดังนี้

โรคเบาหวานประเภทที่ 1 

เนื่องจากตับอ่อนไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้เพียงพอต่อการนำน้ำตาลเข้าสู่เส้นเลือด ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับฮอร์โมนอินซูลินเข้าไปทดแทนในร่างกายตั้งแต่ในระยะแรก ๆ ไปจนตลอดชีวิตการฉีดอินซูลิน ควบคู่ไปกับการคุมอาหารและออกกำลังกายที่เหมาะสม ซึ่งแพทย์จะพิจารณาตามอาการของผู้ป่วยแต่ละราย

ชนิดของฮอร์โมนอินซูลินที่แบ่งตามการออกฤทธิ์ที่ใช้ในการรักษาโรคเบาหวานปัจจุบัน

  • ประเภทออกฤทธิ์เร็ว (Rapid Acting Insulin)
    Rapid Acting Insulin เป็นยาออกฤทธิ์สั้น เริ่มออกฤทธิ์หลังการฉีด 15 นาที ระดับยาเพิ่มขึ้นสูงสุดใน 1 ชั่วโมงและออกฤทธิ์ได้นาน 2-4 ชั่วโมง เช่น อินซูลิน กลูลิซีน (Insulin Glulisine) อินซูลิน ลิสโปร (Insulin Lispro) อินซูลิน แอสพาร์ (Insulin Aspart)
  • ประเภทออกฤทธิ์ในช่วงปกติ (Regular or Short-acting Insulin)

    เริ่มออกฤทธิ์นานขึ้นภายใน 30 นาทีหลังการฉีด ระดับยาเพิ่มขึ้นสูงสุดใน 2-3 ชั่วโมงและออกฤทธิ์ได้นานขึ้น 3-6 ชั่วโมง เช่น เรกูลาร์ อินซูลิน (Regular insulin)

  • ประเภทออกฤทธิ์นานขึ้นในระดับกลาง (Intermediate-acting Insulin)

    เริ่มออกฤทธิ์ได้ภายใน 2-4 นาทีหลังการฉีด ระดับยาเพิ่มขึ้นสูงสุด 4-12 ชั่วโมงและออกฤทธิ์ได้นานถึง 12-18 ชั่วโมง เช่น เอ็นพีเอช อินซูลิน (NPH)

  • ประเภทออกฤทธิ์นาน (Long-acting Insulin)

    ประเภทนี้สามารถออกฤทธิ์ในการรักษานานมากกว่า 24 ชั่วโมงขึ้นไป แต่ใช้ระยะเวลาการดูดซึมในร่างกายนานหลายชั่วโมง เช่น อินซูลิน ดีทีเมี่ยร์ (Insulin Detemir) หรืออินซูลิน กลาร์จีน (Insulin Glargine)

 รู้ทันความเสี่ยง COVID-19 เมื่อเป็น โรคเบาหวาน
รู้ทันความเสี่ยง COVID-19 เมื่อเป็น โรคเบาหวาน

โรคเบาหวานประเภทที่ 2

การรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2 จะใช้ยาที่มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดโดยการเพิ่มการตอบสนองของฮอร์โมนอินซูลินให้ดีขึ้น และเพิ่มการใช้น้ำตาลกลูโคสในร่างกายมากขึ้น เช่น ยาเมทฟอร์มิน (Metformin) ยาในกลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย (Sulfonylureas) ไบกัวไนด์ (Biguanide), ยาในกลุ่มไธอะโซลิดีนไดโอน (Thiazolidinediones) ยาแอลฟา-กลูโคซิเดส อินฮิบิเตอร์ (Alpha-glucosidase Inhibitor) เป็นต้น นอกจากนี้ในบางรายอาจมีการฉีดอินซูลินในกรณีที่การรับประทานยาไม่ได้ผล

โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ 

ผู้ป่วยควรเข้ารับการฝากครรภ์และพบแพทย์ตามนัดเป็นประจำ พร้อมทั้งพยายามควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับแม่และทารกในครรภ์ โดยจำเป็นต้องมีการควบคุมอาหารที่รับประทานอย่างเข้มงวด เช่น ลดอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลลง เพิ่มการรับประทานโปรตีน ผักและผลไม้ให้มากขึ้น หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสชาติหวานจัดหรือไขมันสูง เป็นต้น พร้อมทั้งมีการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับคนตั้งครรภ์ควบคู่กัน โดยการปรึกษาและขอคำแนะนำจากแพทย์ หากการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ผลดีด้วยการรับประทานอาหารและออกกำลังกาย แพทย์อาจแนะนำให้ฉีดอินซูลินเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคเบาหวานอาจเผชิญกับปัญหาที่เท้า เนื่องจากเส้นประสาทที่เท้าเกิดความเสียหายและระบบไหลเวียนโลหิตที่เท้าผิดปกติจนอาจเกิดอาการเท้าบวมหรือเป็นแผล ซึ่งควรดูแลสุขภาพเท้าเพื่อป้องกันอาการร้ายแรงโดยล้างเท้าด้วยน้ำอุ่นเป็นประจำทุกวัน จากนั้นให้เช็ดเบา ๆ จนเท้าแห้ง  เว็บสล็อต  โดยเฉพาะระหว่างนิ้วเท้าแต่ละนิ้ว ทาโลชั่นเพิ่มความชุ่มชื้นทั่วเท้ายกเว้นบริเวณร่องระหว่างนิ้วเท้า หมั่นตรวจสอบว่ามีแผลหรืออาการบวมแดงหรือไม่ และไปปรึกษาแพทย์เมื่อพบอาการผิดปกติบริเวณเท้ารวมทั้งอาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นและไม่หายไป ในกรณีที่ผู้ป่วยเกิดแผลเบาหวานที่เท้า แพทย์อาจให้ใส่อุปกรณ์ป้องกันแผล เช่น รองเท้าสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เฝือก หรือผ้าพันแผล เป็นต้น หากแผลเริ่มรุนแรงขึ้น แพทย์อาจวางแผนการรักษาตามระดับความรุนแรงของแผลที่เป็น หากรักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้น แพทย์อาจต้องตัดอวัยวะทิ้งเพื่อป้องกันอาการลุกลามด้วย

การดูแลตนเองในการรับประทานอาหาร

นอกจากการรักษาจากแพทย์แล้ว การรับประทานอาหารเป็นอีกสิ่งที่ผู้ป่วยเบาหวานต้องให้ความสำคัญ เพราะความรุนแรงของโรคขึ้นอยู่กับระดับน้ำตาลในเลือดเป็นหลัก จึงจำเป็นต้องควบคุมอาหารให้เหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มคาร์โบไฮเดรตอย่างแป้งและน้ำตาล เช่น เลือกอาหารที่น้ำตาลน้อย อาหารจากคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน หรืออาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low GI) ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ ภายหลังการรับประทานอาหาร จึงช่วยลดความเสี่ยงของภาวะน้ำตาลในเลือดสูงฉับพลันที่เป็นอันตรายได้

กรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะน้ำตาลในเลือดตกสามารถรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงในปริมาณ 15–20 กรัมเพื่อบรรเทาอาการในเบื้องต้น เช่น ผลไม้ที่มีรสหวาน ลูกอม เยลลี่ ขนมปังแผ่นหรือขนมปังกรอบ น้ำผลไม้ น้ำหวาน นมวัว เครื่องดื่มเกลือแร่หรือเครื่องดื่ม ION Drink ที่ประกอบไปด้วยแร่ธาตุและน้ำตาลที่ร่างกายมนุษย์สามารถดูดซึมได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ผู้ป่วยเบาหวานอาจเลือกใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลในการปรุงอาหารเพื่อลดปริมาณน้ำตาลที่ได้รับ ซึ่งจะช่วยให้อาหารแต่ละเมนูดีต่อสุขภาพมากขึ้น จากงานวิจัยพบว่าสารให้ความหวานแทนน้ำตาลอาจเป็นประโยชน์ต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน และยังช่วยให้รับประทานได้หลากหลายมากขึ้น เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ จึงอาจช่วยป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดสูงและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดตามมา โดยตัวอย่างสารให้ความหวานแทนน้ำตาลที่สามารถใช้ในผู้ป่วยเบาหวาน เช่น

  • แอสพาร์แทม (Aspartame)

    เป็นสารให้ความหวานสังเคราะห์ (Artificial Sweeteners) มีความหวานกว่าน้ำตาล 180-200 เท่า จึงใช้ในปริมาณที่น้อยกว่าน้ำตาลหลายเท่า ให้พลังงานต่ำ แต่หากปรุงด้วยความร้อนสูงอาจทำให้เกิดรสขม

  • ไอโซมอลทูโลส (Isomaltulose)

    ไอโซมอลทูโลสเป็นสารให้ความหวานที่มีทั้งแบบธรรมชาติและสกัดจากธรรมชาติ สามารถทนความร้อนได้สูง มีรสชาติเหมือนกับน้ำตาล ไม่มีรสขมติดลิ้นหรือรสขมเฝื่อนจึงช่วยให้รสชาติอาหารไม่เปลี่ยน โดยให้พลังงานเทียบเท่าน้ำตาลแต่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low GI) จากการศึกษาบางส่วนพบว่าไอโซมอลทูโลสอาจช่วยป้องกันระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นสูงฉับพลันหลังรับประทานที่เป็นสาเหตุของภาวะแทรกซ้อน เนื่องจากถูกดูดซึมได้ช้ากว่าน้ำตาลปกติ รวมทั้งอาจลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดและลดความเสี่ยงของโรคแทรกซ้อนอย่างโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองได้ โดยในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ไอโซมอลทูโลสที่ผสมกับสารให้ความหวานชนิดอื่นที่ให้ความหวานมากกว่า ทำให้ใช้น้ำตาลในปริมาณที่ลดลง

  • ซูคราโลส (Sucralose)

    สารชนิดนี้ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลปกติถึง 600 เท่า จึงใช้ในปริมาณน้อยมากหรือนำไปผสมกับสารให้ความหวานชนิดอื่น ซูคราโลสเป็นสารที่ไม่ให้พลังงาน ไม่มีรสขม สามารถใช้กับอาหารได้ทั้งแบบร้อนและเย็น

อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัย ผู้ป่วยเบาหวานควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้สารให้ความหวานทุกชนิด เนื่องจากสารให้ความหวานบางชนิดอาจมีข้อจำกัดในการใช้ รวมทั้งควรดูแลตนเองด้วยวิธีอื่นควบคู่ไปด้วย ทั้งการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และหลากหลาย ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เพื่อบรรเทาอาการของโรคและช่วยให้สุขภาพโดยรวมแข็งแรงขึ้น

การรักษาทางเลือกอื่น ๆ

นอกเหนือจากการรักษาโรคเบาหวานตามการแพทย์แผนปัจจุบัน ยังมีการรักษาตามแพทย์แผนทางเลือกมาช่วยเสริมในหลายหลายวิธี เพื่อช่วยให้ผลการรักษาดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้สมุนไพรที่สามารถหาได้ง่ายในประเทศไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ได้กล่าวถึงพืชสมุนไพรบางชนิดมีฤทธิ์ในการลดระดับน้ำตาลในเลือดและยังใช้เป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหาร เช่น

  • ตำลึง

    ตำลึงสามารถใช้ประโยชน์ได้หลายส่วนจากต้น อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ วิตามินและแร่ธาตุสูง โดยมีสรรพคุณสำคัญสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ช่วยในเรื่องการลดระดับน้ำตาลในเลือด ส่วนที่นิยมนำมาใช้จะเป็นส่วนใบ ซึ่งใบแก่จะออกฤทธิ์ได้ดีกว่าใบอ่อน ราก และผล อีกทั้งยังช่วยบำรุงสายตา ป้องกันตามัว เนื่องจากการขาดวิตามินเอ

  • มะระขี้นก

    มะระขี้นกช่วยในการเจริญอาหาร ขับพยาธิ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ น้ำคั้นสดมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ และยังมีสรรพคุณในการลดระดับน้ำตาลของผู้ป่วยเบาหวานเช่นเดียวกับผักตำลึง โดยมีการออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนอินซูลินที่ยับยั้งการสังเคราะห์น้ำตาลกลูโคส และเพิ่มการใช้กลูโคสที่มากขึ้นในตับ รวมทั้งยังช่วยชะลอการเกิดต้อกระจก ที่เป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน สามารถรับประทานได้หลายรูปแบบ ทั้งแบบแปรรูปเป็นแคปซูลและผงแห้ง ชงเป็นชาดื่ม หรือคั้นเป็นน้ำ แต่ไม่ควรรับประทานผลสด เพราะอาจก่อให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน

  • มะแว้งต้น

    ผลสุกของมะแว้งต้นจะช่วยในเรื่องแก้ไอ ขับเสมหะ และมีสรรพคุณในการลดน้ำตาลในเลือด สามารถรับประทานได้ทั้งแบบสดหรือแบบลวก แต่ควรระมัดระวังหากมีการรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานานมากกว่า 1 เดือน ซึ่งอาจมีผลเสียต่อระบบประสาทในร่างกาย

  • ฟ้าทะลายโจร

    ฟ้าทะลายโจรสามารถนำใช้ได้หลายส่วน โดยส่วนรากจะช่วยในเรื่องการเจริญอาหาร บำรุงกำลัง แก้ไข้ ส่วนลำต้นเป็นยาบำรุง แก้อาการท้องร่วง และส่วนใบเป็นส่วนที่นำมาใช้ในการลดระดับน้ำตาลในเลือด แก้ไข้ กระเพาะ ลำไส้อักเสบ

สมุนไพรหลายชนิดมีประโยชน์ต่อร่างกาย และการใช้พืชสมุนไพรก็อาจเป็นทางเลือกเสริมในการช่วยบำบัดโรคเบาหวานให้ดีขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัย ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนรับประทานสมุนไพรชนิดใด ๆ ด้วยตนเอง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *