ไตวาย

ไตวาย Kidney Failure ผู้ป่วยมักมีอาการเหนื่อยง่าย มึนงง

ไตวาย (Kidney Failure หรือ Renal Failure) คือ ภาวะที่ไตสูญเสียความสามารถในการกรองของเสียออกจากเลือด ผู้ป่วยมักมีอาการเหนื่อยง่าย มึนงง ปัสสาวะน้อยลง มีอาการบวมที่ขาหรือเท้า ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ร่างกายไม่สามารถขับของเสียและน้ำออกมาผ่านทางปัสสาวะได้ จึงทำให้เกิดของเสียและน้ำตกค้างในร่างกาย

ไตวายมี 2 ชนิด คือ ไตวายเฉียบพลันและไตวายเรื้อรัง ซึ่งทั้ง 2 ชนิดอาจมีอาการที่ต่างกัน ทำให้มีวิธีการดูแลรักษาแตกต่างกันออกไป ผู้ป่วยไตวายนั้นจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม เพราะของเสียที่ตกค้างในร่างกาย รวมไปถึงภาวะไม่สมดุลของระดับน้ำและแร่ธาตุของร่างกายจะส่งผลให้ระบบการทำงานของร่างกายเกิดความผิดปกติ หากปล่อยไว้อาจทำให้เสียชีวิตได้

อาการของโรคไตวาย

โรคไตวายอาจมีอาการที่แตกต่างกันไปตามชนิดของโรค ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้

ไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Failure หรือ Acute Renal Failure) 

เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้อย่างทันทีทันใด โดยเริ่มจากปัสสาวะน้อยลง หรือไม่ปัสสาวะเลย มีอาการบวมที่ขาและเท้า เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน รู้สึกมึนงง อ่อนเพลีย หรือง่วงเหงาหาวนอนตลอดเวลา นอกจากนี้ยังอาจมีอาการปวดหลังบริเวณชายโครง หายใจถี่ ทั้งนี้บางรายอาจไม่แสดงอาการใด ๆ เลย หรือในกรณีที่อาการรุนแรง อาจมีอาการชักหรือหมดสติเข้าสู่ภาวะโคม่าแบบเฉียบพลัน

ไตวายเรื้อรัง (Chronic Kidney Failure หรือ Chronic Renal Failure)

อาการของไตวายเรื้อรังจะไม่เกิดขึ้นพร้อมกันในคราวเดียว แต่จะค่อย ๆ สำแดงอาการออกมาเป็นระยะ ไตวายเรื้อรังจะถูกแบ่งออกเป็น 5 ระยะตามระดับของค่าประเมินการทำงานของไต (Estimated Glomerular Filtration Rate – eGFR) หรือค่าที่ประมาณว่าในแต่ละนาทีไตสามารถกรองของเสียออกจากเลือดได้เท่าไหร่ ซึ่งคนปกติทั่วไปจะมีค่าประเมินการทำงานของไตอยู่ที่มากกว่า 90 มิลลิลิตรต่อนาที (ml/min) โดยระยะของไตวาย มีดังนี้

  • ระยะที่ 1
    ในช่วงแรกของอาการไตวายเรื้อรังจะไม่มีอาการแสดงให้เห็นชัดเจน ซึ่งในระยะแรก ค่าการทำงานของไตจะอยู่คงที่ประมาณ 90 มิลลิลิตรต่อนาที ขึ้นไป แต่อาจพบไตอักเสบ หรือพบภาวะโปรตีนรั่วออกมาปะปนในเลือดหรือในปัสสาวะ
  • ระยะที่ 2
    เป็นระยะที่การทำงานของไตเริ่มลดลง แต่มักจะยังไม่มีอาการใด ๆ แสดงให้เห็นนอกจากการตรวจค่าการทำงานของไตเช่นเดียวกัน ซึ่งค่าการทำงานของไตจะเหลือเพียง 60-89 มิลลิลิตรต่อนาที
  • ระยะที่ 3
    ในระยะนี้ จะถูกแบ่งออกเป็นอีก 2 ระยะย่อย คือ 3A และ 3B ตามค่าการทำงานของไต โดย 3A จะมีค่าการทำงานของไตอยู่ที่ 45-59 มิลลิลิตรต่อนาที ส่วน 3B จะอยู่ที่ 30-44 มิลลิลิตรต่อนาที ซึ่งในระยะที่ 3 ก็มักจะยังไม่มีอาการใด ๆ สำแดงให้เห็น นอกจากค่าการทำงานของไตที่ทำงานลดลงอย่างต่อเนื่อง
  • ระยะที่ 4
    อาการต่าง ๆ มักจะสำแดงในระยะนี้ นอกจากค่าการทำงานของไตจะลดลงเหลือเพียง 15-29 ml/min แล้ว ผู้ป่วยอาจจะมีอาการมึนงง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ผิวแห้งและคัน กล้ามเนื้อเป็นตะคริวบ่อยขึ้น อาจมีอาการบวมน้ำที่ตามข้อ ขา และเท้า ใต้ตาคล้ำ ปวดปัสสาวะบ่อย แต่ปริมาณปัสสาวะน้อยลง โลหิตจาง หรือรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวตลอดเวลา
  • ระยะที่ 5
    เป็นระยะสุดท้ายของภาวะไตวาย ค่าการทำงานของไตจะลดลงเหลือน้อยกว่า 15 มิลลิลิตรต่อนาที นอกจากอาการที่คล้ายกับระยะที่ 4 แล้ว อาจมีภาวะโลหิตจางที่รุนแรงขึ้น และอาจมีการตรวจพบการเสียสมดุลของแคลเซียม ฟอสเฟต หรือสารต่าง ๆ ที่อยู่ในเลือด นำมาสู่ภาวะกระดูกบางและเปราะหักง่าย ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอาจเสียชีวิตได้
ไตวาย อาการเป็นแบบไหน ?
ไตวาย อาการเป็นแบบไหน ?

สาเหตุของโรคไตวาย

ไตวายสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ส่งผลเสียต่อไตโดยตรงหรือส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะอื่น ๆ จนทำให้ไตเกิดการทำงานที่ผิดปกติตามไป โดยสาเหตุของไตวายทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรังที่พบได้บ่อยมีดังนี้

  • การสูญเสียเลือดหรือน้ำในร่างกายมากเกินไป
    ส่งผลให้ไตเสื่อมประสิทธิภาพในการทำงานลงอย่างเฉียบพลัน
  • ความดันโลหิตสูง
    ส่งผลให้ผนังหลอดเลือดที่ไหลเวียนเลือดไปที่ไตผิดปกติ หากมีภาวะความดันโลหิตสูงเป็นระยะเวลานานโดยไม่ได้รับการรักษา  อาจเป็นสาเหตุหนึ่งให้ไตเสื่อมได้ในที่สุด
  • โรคเบาหวาน
    ระดับน้ำตาลในเลือดสูงส่งผลต่อไตทำให้ไตเสื่อม ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานจึงมีความเสี่ยงที่จะเป็นไตวายเรื้อรัง
  • อาการแพ้อย่างรุนแรง
    อาการแพ้อย่างรุนแรงจนทำให้ระบบการทำงานในร่างกายล้มเหลว ส่งผลกระทบต่อการทำงานของไต
  • การทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายล้มเหลว
    อาทิ หัวใจวาย หัวใจล้มเหลว ตับล้มเหลว ที่กระทบต่อระบบไหลเวียนเลือดทั่วร่างกายจนทำให้ไตได้รับเลือดไปไหลเวียนไม่เพียงพอ
  • การติดเชื้อ
    การติดเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรียบางชนิด เมื่อแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือด เชื้อโรคเหล่านี้จะถูกพาไปยังไต และทำให้ไตถูกทำลาย
  • ผลข้างเคียงจากการใช้ยา
    อาทิ ยาแอสไพริน (Aspirin) ยาไอบูโพรเฟน (ibuprofen) หรือ ยานาพรอกเซน (Naproxen) หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไป หรือซื้อใช้เองโดยไม่อยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร อาจนำมาสู่ภาวะไตเสื่อม
  • ปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ
    โรคทางเดินปัสสาวะ อย่างลิ่มเลือดอุดตันในทางเดินปัสสาวะ ต่อมลูกหมากโตในเพศชาย นิ่วในไต หรือโรคมะเร็งที่ส่งผลให้เกิดก้อนเนื้อไปขัดขวางระบบทางเดินปัสสาวะจนทำให้ไตขับปัสสาวะออกมาไม่ได้ และเกิดภาวะเสื่อมของไตในที่สุด
  • ได้รับสารพิษ
    เมื่อสารพิษเข้าสู่ร่างกาย ร่างกายจะพยายามขับออกมาทางปัสสาวะ ทำให้ไตทำงานหนักขึ้น สารพิษบางชนิดอาจทำลายไตจนทำให้ไตวายได้

นอกจากจากนี้โรคไตวายอาจเป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคต่าง ๆ อย่างโรคไข้เลือดออกที่มีภาวะช็อก หรือเกิดจากอุบัติเหตุโดยตรงที่บริเวณไต ไม่เพียงเท่านั้น ความเสื่อมของไตตามอายุก็อาจทำให้เกิดภาวะไตวายได้เช่นกัน

การวินิจฉัยโรคไตวาย

ไตวายเป็นอาการที่มักไม่มีสัญญาณเตือนให้รู้ล่วงหน้า แต่จะเริ่มแสดงอาการก็ต่อเมื่อประสิทธิภาพในการทำงานของไตลดลง โดยอาการที่เข้าข่ายว่าผู้ป่วยเริ่มมีอาการไตวายมากสามารถสังเกตได้ว่า รู้สึกเหนื่อยง่าย ปัสสาวะน้อยลง มีอาการบวมที่ขาหรือเท้า ผิวหนังมีรอยช้ำง่ายกว่าปกติหรือมีเลือดไหลออกง่ายกว่าปกติ

ทั้งนี้หากแพทย์พบความผิดปกติที่อาจเป็นอาการของไตวาย แพทย์อาจส่งตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เพื่อระบุให้แน่ชัดว่าเป็นโรคไตวายหรือไม่ หรือถ้าหากเป็นไตวาย ผู้ป่วยมีอาการอยู่ในระยะใด ซึ่งวิธีการตรวจมีดังนี้

การตรวจปัสสาวะ 

การตรวจปัสสาวะมีจุดประสงค์เพื่อตรวจหาปริมาณของปัสสาวะที่ร่างกายขับออกมาได้ รวมทั้งตรวจหาโปรตีนหรือเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวที่ปะปนออกมากับปัสสาวะ วิธีนี้จะบอกได้เบื้องต้นว่าไตยังทำงานได้ดีหรือไม่

การตรวจเลือด

จะแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการกรองของไต ซึ่งถ้าหากมีภาวะไตวาย ปริมาณไนโตรเจน กรดยูเรีย (Blood Urea Nitrogen, BUN) และครีเอทินิน (Creatinine, Cr) ที่เป็นของเสียที่มาจากกล้ามเนื้อจะตกค้างในเลือดสูง ทั้งนี้ค่าปกติของคนทั่วไปจะอยู่ที่

  • BUN: ประมาณ 5-20 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
  • Cr: ประมาณ 0.6-1.2  มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้ชาย และ 0.5-1.1 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้หญิง

การหาค่าประเมินการทำงานของไต (eGFR)

นอกจากนี้อาจมีการหา eGFR เพิ่มเติมด้วย ซึ่งค่าดังกล่าวคือค่าที่จะแสดงให้เห็นว่าในแต่ละนาทีไตสามารถกรองเลือดได้เท่าใหร่ วิธีการคำนวณคือจะนำเอาค่าต่าง ๆ รวมทั้ง BUN และ Cr ในเลือดมาคำนวณเพื่อให้ได้ค่าดังกล่าว ซึ่งค่าปกติของคนทั่วไปที่ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับไตจะอยู่ที่ 90 มิลลิลิตรต่อนาทีขึ้นไป

การเอกซเรย์ด้วยคอมพิวเตอร์ (CT Scan) และการตรวจอัลตราซาวด์ (Ultrasound)

การตรวจนี้จะแสดงให้เห็นภาพไตของผู้ป่วยซึ่งจะทำให้แพทย์สามารถสังเกตเห็นความผิดปกติของไต และระบบทางเดินปัสสาวะได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งโดยปกติแพทย์มักจะใช้ร่วมกับวิธีการตรวจทางห้องปฏิบัติการ

นอกจากนี้แพทย์อาจผ่าตัดหรือใช้เข็มเจาะเพื่อนำตัวอย่างชิ้นเนื้อของไตไปตรวจในห้องปฏิบัติการเฉพาะเพื่อดูความผิดปกติ วินิจฉัยร่วมกับผลตรวจอื่น ๆ และลักษณะทางกายภาพของผู้ป่วย เพื่อวินิจฉัยว่าผู้ป่วยมีความผิดปกติของไตหรือไม่ และถ้ามี เป็นไตวายชนิดใด

การรักษาโรคไตวาย

เนื่องจากภาวะไตวายเป็นอาการที่มีทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง จึงอาจมีลักษณะการรักษาที่แตกต่างกัน ดังนี้

ไตวายเฉียบพลัน

อาการไตวายที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนั้น วิธีการรักษาภาวะไตวายเฉียบพลันจึงจะต้องรักษาที่ต้นเหตุ และในช่วงการรักษาผู้ป่วยอาจต้องทำการฟอกไตจนกว่าการทำงานของไตจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ อีกทั้งแพทย์อาจทำงานร่วมกับนักโภชนาการเพื่อปรับเปลี่ยนการรับประทานที่ไม่ทำให้ไตทำงานหนักจนเกินไป

ทั้งนี้หากรักษาอาการไตวายแบบเฉียบพลันได้ตรงจุดก็อาจทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับสู่ภาวะปกติได้ในระยะเวลาไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ แต่ในบางรายที่ไตมีความเสียหายร้ายแรง อาการไตวายอาจเปลี่ยนจากไตวายเฉียบพลันเป็นไตวายเรื้อรังได้ ซึ่งในกรณีนี้ แพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยถึงระยะของไตวายและวางแผนการรักษาใหม่อีกครั้ง

ไตวายเรื้อรัง

การรักษาอาการไตวายเรื้อรังที่ดีที่สุดคือการผ่าตัดปลูกถ่ายไต โดยระหว่างการรอการปลูกถ่ายไตจะต้องมีการรักษาเพื่อประคับประคองอาการไปก่อน ด้วยการใช้ยาเพื่อรักษาหรือควบคุมไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้ไตยิ่งทำงานแย่ลง อาทิ การใช้ยาเพื่อรักษาสมดุลกรด-ด่างในร่างกาย ควบคู่กับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดสูงของผู้ป่วยเบาหวาน หรือควบคุมระดับความดันโลหิตสูง และปริมาณไขมันในเลือด เป็นต้น  นอกจากนี้ยังมีวิธีการรักษาที่จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงใหญ่ ๆ ตามระยะของอาการดังนี้

  • ไตวายในระยะที่ 1-3

เป็นระยะไม่จำเป็นต้องทำการรักษา แต่จำเป็นที่จะต้องพบแพทย์เพื่อตรวจระบบการทำงานของไต โดยแพทย์จะนัดเพื่อตรวจค่าการทำงานของไตเป็นระยะ ๆ หรือในกรณีที่เริ่มมีค่าการทำงานไตที่ลดลงมากขึ้น อาจมีการตรวจเลือดถี่ขึ้นเพื่อติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

  • ไตวายในระยะที่ 4-5

เป็นระยะที่ไตทำงานลดลงอย่างมาก จะต้องใช้การรักษาหลาย ๆ วิธีร่วมกันเพื่อประคับประคองอาการให้อยู่ในระดับคงที่เพื่อรอการผ่าตัดปลูกถ่ายไต อีกทั้งต้องมีการเฝ้าระวังภาวะบวมน้ำ ภาวะกระดูกเปราะบาง โรคโลหิตจาง และการติดเชื้อในไตร่วมด้วย

ในปัจจุบันการรักษาไตวายที่ใช้มี 2 วิธี ได้แก่

การฟอกไต (Dialysis)

เมื่อการทำงานของไตลดลงจนไตไม่สามารถกำจัดของเสียออกจากเลือดได้ แพทย์จะใช้การฟอกไตเพื่อกำจัดของเสียที่อยู่ภายในเลือดแทน ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้ในการฟอกไตจะจำลองการทำงานของไต โดยการฟอกไตจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้

  • การฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis)
    วิธีนี้จะทำโดยการใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่าไตเทียม ซึ่งในขั้นแรกแพทย์จะทำการผ่าตัดสร้างเส้นเลือดเชื่อมต่อระหว่างเครื่องกับหลอดเลือดดำและหลอดเลือดแดงเพื่อให้เลือดหมุนเวียนเข้าไปในเครื่องและถูกฟอกให้สะอาดก่อนที่จะถูกหมุนเวียนกลับเข้าสู่ร่างกาย โดยจะต้องได้รับการฟอกไตประมาณสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 3-4 ชั่วโมง และจะต้องมาเข้ารับบริการฟ้องไตที่โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่มีบริการฟอกไต
  • การฟอกไตทางช่องท้อง (Peritoneal Dialysis)
    วิธีนี้เป็นการฟอกไตโดยใช้เนื้อเยื่อที่บริเวณช่องท้องในการกรองของเสียออกจากเลือดแทนไตร่วมกับน้ำยาฟอกไต ซึ่งวิธีนี้จะสะดวกและสามารถทำได้เองที่บ้าน อีกทั้งในขณะที่ฟอกไตก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ การฟอกไตด้วยวิธีนี้อาจต้องทำวันละ 3-4 ครั้ง โดยก่อนที่มีการฟอกไตด้วยวิธีนี้ แพทย์จะต้องทำการผ่าตัดเล็กเพื่อใส่ท่อเข้าไปที่บริเวณช่องท้อง จากนั้นเมื่อมีการฟอกไต ผู้ป่วยจะต้องเติมน้ำยาฟอกไตเข้าไป จากนั้นระบบไหลเวียนของเลือดจะทำให้ของเสียและน้ำส่วนเกินออกมาอยู่ในช่องท้อง เมื่อครบระยะเวลาที่กำหนดก็ระบายน้ำส่วนเกินพร้อมกับของเสียออกมาภายนอก

เนื่องจากการฟอกไตจะมีผลข้างเคียงหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น ความดันโลหิตต่ำ เวียนศีรษะ อาเจียน หน้ามืด ไม่เพียงเท่านั้น วิธีการฟอกไตบางอย่างอาจไม่เหมาะกับสภาพร่างกายของผู้ป่วยอีกด้วย จึงต้องให้แพทย์ทำการวินิจฉัยและตัดสินใจร่วมกันกับผู้ป่่วยว่าวิธีการฟอกไตแบบไหนเหมาะสมมากที่สุด ซึ่งถ้าหากฟอกไตได้ผล ระดับของเสียในร่างกายที่สะสมอยู่จะลดลงได้

สำหรับการดูแลตนเอง เมื่อผู้ป่วยเริ่มได้รับการฟอกไต การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตเป็นเรื่องสำคัญ เว็บสล็อต โดยผู้ได้รับการฟอกไตอาจต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็ม หรืออาหารที่มีฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม อีกทั้งยังอาจต้องจำกัดการบริโภคอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ หรือดื่มน้ำให้อยู่ในปริมาณที่พอดีต่อความต้องการของร่างกาย ที่สำคัญคือควรรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงขึ้น เพื่อเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง ทั้งนี้ ปริมาณอาหารและน้ำที่เหมาะสมนั้นมีความแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละคน และควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง

การผ่าตัดปลูกถ่ายไต (Kidney Transplant)

แม้ผู้ป่วยจะได้รับการฟอกไตแล้ว แต่ภาวะไตวายเรื้อรังจะไม่หายไป ซึ่งต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดปลูกถ่ายไตเท่านั้น การปลูกถ่ายไตมีความยุ่งยากซับซ้อนหลายประการ และปริมาณไตที่ได้รับการบริจาคมักมีน้อยกว่าผู้ที่รอรับการบริจาค รวมทั้งไตที่ได้รับจากการบริจาคต้องสามารถเข้ากับร่างกายของผู้ป่วยได้

ทว่า หากผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ตามปกติ เพราะในปัจจุบันอัตราการรอดชีวิตจากการปลูกถ่ายไตอยู่ในระดับที่สูงมาก และผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตส่วนใหญ่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้มากกว่า 10 ปี

ดังนั้น ผู้ป่วยไตวายชนิดเฉียบพลันอาจสามารถรักษาให้หายได้ แต่ไตวายชนิดเรื้อรังต้องรักษาอย่างต่อเนื่องไปจนกว่าจะได้รับการปลูกถ่ายไต หากไม่ได้รับการปลูกถ่ายไตก็จำเป็นต้องรักษาด้วยการฟอกไตไปตลอดชีวิต ด้วยเหตุนี้ ผู้ป่วยไตวายชนิดเรื้อรังอาจต้องแบกรับภาระด้านค่าใช้จ่ายในการฟอกไตเป็นจำนวนสูงมาก อีกทั้งยังมีค่ารักษาเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

ดังนั้น ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะไตวายเรื้อรัง อย่างผู้ป่วยโรคเบาหวานและภาวะความดันโลหิตสูง รวมไปถึงผู้ที่มีแนวโน้มเสี่ยงต่อโรคที่เกี่ยวข้องกับภาวะนี้ ควรศึกษาค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นเพื่อวางแผนด้านการเงินและด้านการรักษา ซึ่งอาจช่วยให้กระบวนการรักษาทำได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ติดปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะไม่มีความเสี่ยงของโรคเหล่านี้ แต่วิถีชีวิตในปัจจุบัน อย่างการทำงานหนักจนไม่มีเวลาดูแลสุขภาพหรือการรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์อาจค่อย ๆ เพิ่มความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว จึงเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ควรวางแผนป้องกันไม่ให้เกิดโรค

ภาวะแทรกซ้อนของโรคไตวาย

ไตวายเป็นอีกภาวะหนึ่งที่สามารถเกิดอาการแทรกซ้อนได้ ซึ่งอาการอาจรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต โดยอาการแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยแบ่งตามชนิดของไตวายมีดังนี้

ภาวะแทรกซ้อนจากไตวายเฉียบพลัน

ไตวายเฉียบพลันอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น

  • ภาวะน้ำท่วมปอด
    ภาวะไตวายเฉียบพลันสามารถส่งผลให้เกิดของเหลวส่วนเกินภายในร่างกายล้นเข้าไปในช่องเยื่อหุ้มปอดจนกลายเป็นภาวะน้ำท่วมปอด ทำให้หายใจลำบาก และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
  • เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ
    เมื่อร่างกายไม่สามารถขับของเสียออกจากร่างกายได้ ของเสียจะคั่งอยู่ในกระแสเลือด หากของเสียเหล่านั้นเข้าสู่หัวใจ อาจทำให้เกิดภาวะเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบจนทำให้รู้สึกเจ็บหน้าอกได้
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง
    ภาวะไตวายจะทำลายสมดุลของสารต่าง ๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะโพแทสเซียมที่คั่งค้างเพราะร่างกายไม่สามารถขับออกไปจากร่างกายได้ หากร่างกายมีโพแทสเซียมสะสมในเลือดมากเกินไป อาจกระทบต่อการทำงานของกล้ามเนื้อทุกส่วน โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหัวใจ และส่งผลให้หัวใจหยุดเต้นได้
  • ไตถูกทำลายอย่างถาวร ในภาวะไตวายเฉียบพลัน ไตอาจยังไม่ถูกทำลาย แต่ถ้าได้รับการรักษาที่ล่าช้าก็จะทำให้ไตถูกทำลายอย่างถาวรและกลายเป็นไตวายเรื้อรังได้

ภาวะแทรกซ้อนจากไตวายเรื้อรัง

อาการจากไตวายเรื้อรังอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ดังนี้

  • โรคหัวใจและหลอดเลือด
    ไตวายเรื้อรังจะส่งผลโดยตรงต่อระบบไหลเวียนเลือด และยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภาวะหลอดเลือดตีบแข็งมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจ หรือโรคหลอดเลือดสมองได้
  • โรคโลหิตจาง
    นอกจากภาวะไตวายเรื้อรังจะทำให้มีของเสียตกค้างในกระแสเลือดมากขึ้นแล้ว ยังทำให้ไตไม่สามารถผลิตฮอร์โมนที่กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงได้ จนทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะโลหิตจาง
  • โรคกระดูกพรุน
    เมื่อการทำงานของไตลดลงจากภาวะไตวายเรื้อรัง ฮอร์โมนที่ควบคุมปริมาณแคลเซียมในกระดูกก็จะบกพร่องไปด้วย ส่งผลให้เกิดภาวะกระดูกพรุนได้มากกว่าคนปกติ

การป้องกันโรคไตวาย

ไตวายอาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ก็สามารถป้องกัน และชะลอการเกิดภาวะนี้ได้ด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ลดปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลเสียต่อไตในระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้

  1. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และการได้รับควันบุหรี่มือสอง
  2. เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม โดยไม่ควรรับประทานเกลือเกินวันละ 6 กรัม
  3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควรออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาที โดยออกกำลังกายให้หนักปานกลาง เพื่อลดปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดภาวะไตวาย ได้แก่ ความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด เป็นต้น
  4. ลดปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  5. ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
  6. หลีกเลี่ยงการใช้ยาต้านการอักเสบ อย่างไอบูโพรเฟนติดต่อกันเป็นเวลานาน
  7. ผู้ที่ป่วยด้วยโรคประจำตัวอย่าง โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคไขมันในเลือด ควรรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมไม่ให้อาการรุนแรงขึ้นและทำให้การทำงานของไตหนักขึ้น หรือทำให้ไตเสื่อมสภาพลง
เจ็บหน้าอก

เจ็บหน้าอก (Chest Pain) อาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นบริเวณหน้าอก ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่บริเวณไหล่ลงมาถึงช่วงล่างของซี่โครง

เจ็บหน้าอก (Chest Pain) อาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นบริเวณหน้าอก ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่บริเวณไหล่ลงมาถึงช่วงล่างของซี่โครง สาเหตุของอาการเจ็บหน้าอกมีหลายอย่าง การวินิจฉัยสาเหตุระบุได้ยากหากไม่ได้รับการตรวจอย่างละเอียด ผู้ที่มีอาการเจ็บหน้าอกควรรีบพบแพทย์ เนื่องจากอาการดังกล่าวอาจเป็นผลมาจากการป่วยด้วยโรคที่ร้ายแรง เช่น โรคหัวใจ เป็นต้น โดยผู้ที่เพิ่งเกิดอาการเจ็บหน้าอก เจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง หรือเกิดอาการนี้มาเรื่อย ๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยโรคและรักษาต่อไป

อาการเจ็บหน้าอก

ปัญหาสุขภาพและโรคหลายโรคอาจก่อให้เกิดอาการเจ็บหน้าอกได้ ซึ่งปัญหาสุขภาพของโรคบางโรคที่ทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอกนั้นอาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับหัวใจ อย่างไรก็ตาม หากรู้สึกเจ็บหน้าอกขึ้นมา ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจและวินิจฉัยสาเหตุของอาการดังกล่าว ทั้งนี้ อาการเจ็บหน้าอกที่มีสาเหตุมาจากโรคหรือปัญหาสุขภาพแต่ละอย่างจะเกิดอาการเจ็บที่แตกต่างกัน ดังต่อไปนี้

เจ็บหน้าอก แบบไหนเป็นสัญญาณเตือนของโรคหัวใจ ?
เจ็บหน้าอก แบบไหนเป็นสัญญาณเตือนของโรคหัวใจ ?

อาการเจ็บหน้าอกที่เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพหัวใจ

อาการเจ็บหน้าอกที่ปรากฏกับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพหัวใจนั้นมักมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย โดยทั่วไป มักมีลักษณะอาการต่อไปนี้

  • รู้สึกแน่นหรือเหมือนถูกกดที่หน้าอก
  • รู้สึกเจ็บเหมือนถูกบีบที่หน้าอกและเจ็บร้าวไปที่หลัง คอ ขากรรไกร ไหล่และแขน โดยเฉพาะแขนซ้าย
  • อาการเจ็บที่เพิ่งหายไปกำเริบขึ้นได้หากต้องออกแรงมาก และอาจเป็น ๆ หาย ๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับความหนักหน่วงของกิจกรรมที่ทำ
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจไม่สุด
  • เหงื่อออกแต่ตัวเย็น
  • ง่วงซึมหรืออ่อนเพลีย
  • วิงเวียนหรืออาเจียน

อาการเจ็บหน้าอกจากปัญหาสุขภาพอื่น ๆ

อาการเจ็บหน้าอกไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าเกิดจากปัญหาสุขภาพของหัวใจหรือปัญหาสุขภาพอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม อาการเจ็บหน้าอกที่มีแนวโน้มว่าไม่ได้เกิดจากปัญหาสุขภาพหัวใจนั้นมักเกิดลักษณะของอาการดังนี้

  • รับรสเปรี้ยวหรือรู้สึกว่ามีน้ำจากสิ่งที่กลืนลงไปไหลขึ้นมาที่คอ
  • อาการเจ็บหน้าอกอาจดีขึ้นหรือแย่ลงเมื่อขยับตัวเปลี่ยนอิริยาบถ
  • อาการเจ็บหน้าอกกำเริบมากขึ้นเมื่อหายใจลึก ๆ หรือไอ
  • รู้สึกแน่นตึงเมื่อกดหน้าอก

สาเหตุของอาการเจ็บหน้าอก

สาเหตุของการเจ็บหน้าอกประกอบด้วยปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่ สาเหตุที่เกี่ยวกับหัวใจ สาเหตุจากระบบย่อยอาหาร สาเหตุจากกล้ามเนื้อและกระดูก สาเหตุเกี่ยวกับปอด และสาเหตุอื่น ๆ โดยแต่ละสาเหตุมีรายละเอียด ดังนี้

สาเหตุที่เกี่ยวกับหัวใจ

อาการเจ็บหน้าอกที่มีสาเหตุเกี่ยวกับหัวใจนั้น ประกอบด้วย

  • โรคหัวใจหรือภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Myocardial Infarction)
    เกิดจากการที่ลิ่มเลือดอุดตัน ทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ เมื่อเลือดไหลไปเลี้ยงหัวใจได้น้อยลงก็เป็นสาเหตุให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บปวดเหมือนถูกบีบรัดที่บริเวณตรงกลางหรือด้านซ้ายของหน้าอกขึ้นมาทันที แม้จะนอนพักอาการก็ไม่ทุเลาลง นอกจากนี้ ผู้ป่วยจะเหงื่อออก คลื่นไส้ หายใจไม่สุด หรือรู้สึกอ่อนแรงอย่างรุนแรงร่วมด้วย
  • ภาวะเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด (Angina)
    ภาวะนี้เป็นผลมาจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Artery Disease: CAD) ที่มีคราบตะกรันหนาสะสมอยู่ภายในผนังของหลอดเลือดแดงซึ่งทำหน้าที่ลำเลียงเลือดไปเลี้ยงหัวใจ โดย คราบตะกรัน นี้จะทำให้หลอดเลือดแดงแคบลง ส่งผลให้ร่างกายลำเลียงเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่พอ จนเกิดภาวะเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด ผู้ป่วยจะเกิดอาการเจ็บเหมือนถูกกดหรือบีบที่หน้าอก ซึ่งอาการนี้อาจกระจายไปที่แขน ไหล่ ขากรรไกร หรือหลัง ทั้งนี้ ผู้ป่วยมักเกิดอาการดังกล่าวเมื่อออกแรงทำกิจกรรมอย่างออกกำลังกาย ตื่นเต้น หรือรู้สึกเครียด ซึ่งอาการจะทุเลาลงเมื่อหยุดพักจากกิจกรรมดังกล่าว
  • ภาวะเลือดเซาะผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ (Aortic Dissection)
    เกิดจากหลอดเลือดแดงที่อยู่ติดกับหัวใจหรือผนังหลอดเลือดแดงนั้นฉีกขาด หากภายในชั้นผิวของผนังหลอดเลือดนี้แยกออกจากกัน เลือดก็จะไหลทะลักเข้ามาตรงกลางชั้นผิว ทำให้ผนังหลอดเลือดแดงเกิดการฉีกขาดมากขึ้น ซึ่งถือว่าอันตรายต่อชีวิต อย่างไรก็ตาม มักเกิดได้ไม่บ่อยนัก เมื่อผู้ป่วยประสบภาวะนี้ จะเกิดอาการเจ็บหน้าอกเหมือนถูกฉีกตั้งแต่คอ หลัง ไปจนถึงท้อง
  • โรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (Pericarditis)
    ภาวะนี้เกิดจากเยื่อหุ้มที่ล้อมรอบหัวใจนั้นเกิดอาการอักเสบ ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บแปลบตั้งแต่คอช่วงบนลงมาถึงกล้ามเนื้อไหล่ โดยอาการจะยิ่งแย่ลงเมื่อหายใจเข้าลึก ๆ กลืนอาหาร หรือนอนหงาย
  • กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน (Myocarditis)
    นอกจากจะเกิดอาการเจ็บหน้าอกแล้ว กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลันอาจก่อให้เกิดอาการเป็นไข้ ปวดเมื่อย หัวใจเต้นเร็ว และมีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ ถึงแม้จะไม่เกิดอาการหัวใจขาดเลือด แต่อาการก็จะคล้ายโรคหัวใจ
  • กล้ามเนื้อหัวใจเสื่อม (Hypertrophic Cardiomyopathy)
    ผู้ที่ป่วยโรคนี้จะมีกล้ามเนื้อหัวใจที่โตหนาผิดปกติ บางครั้งนำไปสู่ปัญหาเกี่ยวกับการลำเลียงเลือดไปเลี้ยงหัวใจ  เว็บสล็อต ทั้งนี้ อาจเกิดหัวใจวายได้หากกล้ามเนื้อหัวใจหนาขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อที่จะส่งเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ผู้ป่วยจะเกิดอาการเจ็บหน้าอกและหายใจไม่สุดเมื่อออกกำลังกาย  และอาจเวียนหัว วิงเวียน และเป็นลมร่วมด้วย
  • โรคลิ้นหัวใจยาว (Mitral Valve Prolapse)
    โรคนี้เป็นโรคที่ลิ้นหัวใจปิดกันไม่สนิทนอกจากจะเกิดอาการเจ็บหน้าอกแล้ว ผู้ป่วยยังรู้สึกใจสั่นและเวียนหัวด้วย

สาเหตุจากระบบย่อยอาหาร

นอกจากจะเกี่ยวข้องกับหัวใจแล้ว อาการเจ็บหน้าอกยังเป็นผลมาจากระบบย่อยอาหารได้อีกด้วย ซึ่งได้แก่

  • ปัญหาเกี่ยวกับการกลืนอาหาร
    ปัญหาเกี่ยวกับการกลืนอาหารมักเกิดขึ้นที่หลอดอาหาร ทำให้กลืนอาหารลำบากและรู้สึกเจ็บหน้าอก โดยอาการเจ็บหน้าอกที่เกี่ยวกับหลอดอาหารนั้น ได้แก่
  • อาการแสบร้อนกลางอก (Heartburn)
    อาการนี้ถือเป็นอาการหลักของโรคกรดไหลย้อน (Gastro-Oesophageal Reflux Disease) เกิดจากกรดในกระเพาะอาหารไหลขึ้นมาที่หลอดอาหาร ปกติแล้วอาหารที่รับประทานและกลืนเข้าไปจะผ่านหลอดอาหารไปยังกระเพาะอาหาร โดยมีหูรูดซึ่งอยู่ปลายสุดของหลอดอาหารทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหาร แต่หากกล้ามเนื้อหูรูดไม่แข็งแรงก็ทำให้กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาได้ ผู้ป่วยจะรู้สึกแสบร้อนและรับรสเปรี้ยวจากท้องขึ้นมาที่อกและคอ ทั้งนี้ ผู้ป่วยยังรู้สึกเจ็บที่ท้องส่วนบนและหน้าอก ไม่สบาย ท้องอืด และเกิดอาการเรอเปรี้ยวและแสบร้อนเมื่อกลืนเครื่องดื่มร้อน อาการแสบร้อนนี้มักเป็นและหาย และจะแย่ลงทุกครั้งหลังรับประทานอาหารเสร็จใหม่ ๆ บ่อยครั้งที่หลายคนมักเข้าใจอาการเจ็บหน้าอกเพราะภาวะแสบร้อนกลางทรวงอกว่าเป็นเพราะโรคหัวใจ เพราะหัวใจและหลอดอาหารนั้นอยู่ใกล้กันและมีเส้นประสาทร่วมกัน
  • โรคกระเพาะ (Peptic Ulcers) ผู
    ป่วยโรคกระเพาะจะเกิดอาการแสบร้อนภายในท้องหรือส่วนแรกของลำไส้เล็ก มักเกิดขึ้นกับผู้ที่รับประทานอาหารไม่ตรงเวลา สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือใช้ยาแก้ปวดหรือยาลดอาการอักเสบ

    • หลอดอาหารบีบตัวผิดปกติ (Esophageal Contraction Disorders) การหดเกร็งของกล้ามเนื้อและอาการที่กลืนอาหารลำบากซึ่งเกิดขึ้นตรงหลอดอาหารนั้นทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอกได้
    • ภาวะหลอดอาหารทะลุ (Esophageal Perforation) ผู้ที่เกิดอาการเจ็บหน้าอกอย่างรุนแรงทันทีที่อาเจียนนั้น เป็นสัญญาณที่แสดงให้รู้ว่าผู้ป่วยประสบภาวะหลอดอาหารทะลุ
โรคเบาหวาน

โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาด

โรคเบาหวาน เป็นโรคเรื้อรัง ที่รักษาไม่หายขาด แต่เมื่อเกิดโรคขึ้นแล้วสามารถควบคุมอาการของโรคและดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ สิ่งสำคัญของการรักษาโรคเบาหวานทุกชนิด คือ ต้องคอยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต และคอเลสเตอรอลให้อยู่เกณฑ์ปกติ โดยการควบคุมการรับประทานที่เหมาะสม ออกกำลังกายเป็นประจำ หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสมอาจทำให้อวัยวะและระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานผิดปกติ ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

การรักษาตามประเภทของโรคเบาหวาน มีดังนี้

โรคเบาหวานประเภทที่ 1 

เนื่องจากตับอ่อนไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้เพียงพอต่อการนำน้ำตาลเข้าสู่เส้นเลือด ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับฮอร์โมนอินซูลินเข้าไปทดแทนในร่างกายตั้งแต่ในระยะแรก ๆ ไปจนตลอดชีวิตการฉีดอินซูลิน ควบคู่ไปกับการคุมอาหารและออกกำลังกายที่เหมาะสม ซึ่งแพทย์จะพิจารณาตามอาการของผู้ป่วยแต่ละราย

ชนิดของฮอร์โมนอินซูลินที่แบ่งตามการออกฤทธิ์ที่ใช้ในการรักษาโรคเบาหวานปัจจุบัน

  • ประเภทออกฤทธิ์เร็ว (Rapid Acting Insulin)
    Rapid Acting Insulin เป็นยาออกฤทธิ์สั้น เริ่มออกฤทธิ์หลังการฉีด 15 นาที ระดับยาเพิ่มขึ้นสูงสุดใน 1 ชั่วโมงและออกฤทธิ์ได้นาน 2-4 ชั่วโมง เช่น อินซูลิน กลูลิซีน (Insulin Glulisine) อินซูลิน ลิสโปร (Insulin Lispro) อินซูลิน แอสพาร์ (Insulin Aspart)
  • ประเภทออกฤทธิ์ในช่วงปกติ (Regular or Short-acting Insulin)

    เริ่มออกฤทธิ์นานขึ้นภายใน 30 นาทีหลังการฉีด ระดับยาเพิ่มขึ้นสูงสุดใน 2-3 ชั่วโมงและออกฤทธิ์ได้นานขึ้น 3-6 ชั่วโมง เช่น เรกูลาร์ อินซูลิน (Regular insulin)

  • ประเภทออกฤทธิ์นานขึ้นในระดับกลาง (Intermediate-acting Insulin)

    เริ่มออกฤทธิ์ได้ภายใน 2-4 นาทีหลังการฉีด ระดับยาเพิ่มขึ้นสูงสุด 4-12 ชั่วโมงและออกฤทธิ์ได้นานถึง 12-18 ชั่วโมง เช่น เอ็นพีเอช อินซูลิน (NPH)

  • ประเภทออกฤทธิ์นาน (Long-acting Insulin)

    ประเภทนี้สามารถออกฤทธิ์ในการรักษานานมากกว่า 24 ชั่วโมงขึ้นไป แต่ใช้ระยะเวลาการดูดซึมในร่างกายนานหลายชั่วโมง เช่น อินซูลิน ดีทีเมี่ยร์ (Insulin Detemir) หรืออินซูลิน กลาร์จีน (Insulin Glargine)

 รู้ทันความเสี่ยง COVID-19 เมื่อเป็น โรคเบาหวาน
รู้ทันความเสี่ยง COVID-19 เมื่อเป็น โรคเบาหวาน

โรคเบาหวานประเภทที่ 2

การรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2 จะใช้ยาที่มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดโดยการเพิ่มการตอบสนองของฮอร์โมนอินซูลินให้ดีขึ้น และเพิ่มการใช้น้ำตาลกลูโคสในร่างกายมากขึ้น เช่น ยาเมทฟอร์มิน (Metformin) ยาในกลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย (Sulfonylureas) ไบกัวไนด์ (Biguanide), ยาในกลุ่มไธอะโซลิดีนไดโอน (Thiazolidinediones) ยาแอลฟา-กลูโคซิเดส อินฮิบิเตอร์ (Alpha-glucosidase Inhibitor) เป็นต้น นอกจากนี้ในบางรายอาจมีการฉีดอินซูลินในกรณีที่การรับประทานยาไม่ได้ผล

โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ 

ผู้ป่วยควรเข้ารับการฝากครรภ์และพบแพทย์ตามนัดเป็นประจำ พร้อมทั้งพยายามควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับแม่และทารกในครรภ์ โดยจำเป็นต้องมีการควบคุมอาหารที่รับประทานอย่างเข้มงวด เช่น ลดอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลลง เพิ่มการรับประทานโปรตีน ผักและผลไม้ให้มากขึ้น หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสชาติหวานจัดหรือไขมันสูง เป็นต้น พร้อมทั้งมีการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับคนตั้งครรภ์ควบคู่กัน โดยการปรึกษาและขอคำแนะนำจากแพทย์ หากการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ผลดีด้วยการรับประทานอาหารและออกกำลังกาย แพทย์อาจแนะนำให้ฉีดอินซูลินเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคเบาหวานอาจเผชิญกับปัญหาที่เท้า เนื่องจากเส้นประสาทที่เท้าเกิดความเสียหายและระบบไหลเวียนโลหิตที่เท้าผิดปกติจนอาจเกิดอาการเท้าบวมหรือเป็นแผล ซึ่งควรดูแลสุขภาพเท้าเพื่อป้องกันอาการร้ายแรงโดยล้างเท้าด้วยน้ำอุ่นเป็นประจำทุกวัน จากนั้นให้เช็ดเบา ๆ จนเท้าแห้ง  เว็บสล็อต  โดยเฉพาะระหว่างนิ้วเท้าแต่ละนิ้ว ทาโลชั่นเพิ่มความชุ่มชื้นทั่วเท้ายกเว้นบริเวณร่องระหว่างนิ้วเท้า หมั่นตรวจสอบว่ามีแผลหรืออาการบวมแดงหรือไม่ และไปปรึกษาแพทย์เมื่อพบอาการผิดปกติบริเวณเท้ารวมทั้งอาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นและไม่หายไป ในกรณีที่ผู้ป่วยเกิดแผลเบาหวานที่เท้า แพทย์อาจให้ใส่อุปกรณ์ป้องกันแผล เช่น รองเท้าสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เฝือก หรือผ้าพันแผล เป็นต้น หากแผลเริ่มรุนแรงขึ้น แพทย์อาจวางแผนการรักษาตามระดับความรุนแรงของแผลที่เป็น หากรักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้น แพทย์อาจต้องตัดอวัยวะทิ้งเพื่อป้องกันอาการลุกลามด้วย

การดูแลตนเองในการรับประทานอาหาร

นอกจากการรักษาจากแพทย์แล้ว การรับประทานอาหารเป็นอีกสิ่งที่ผู้ป่วยเบาหวานต้องให้ความสำคัญ เพราะความรุนแรงของโรคขึ้นอยู่กับระดับน้ำตาลในเลือดเป็นหลัก จึงจำเป็นต้องควบคุมอาหารให้เหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มคาร์โบไฮเดรตอย่างแป้งและน้ำตาล เช่น เลือกอาหารที่น้ำตาลน้อย อาหารจากคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน หรืออาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low GI) ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ ภายหลังการรับประทานอาหาร จึงช่วยลดความเสี่ยงของภาวะน้ำตาลในเลือดสูงฉับพลันที่เป็นอันตรายได้

กรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะน้ำตาลในเลือดตกสามารถรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงในปริมาณ 15–20 กรัมเพื่อบรรเทาอาการในเบื้องต้น เช่น ผลไม้ที่มีรสหวาน ลูกอม เยลลี่ ขนมปังแผ่นหรือขนมปังกรอบ น้ำผลไม้ น้ำหวาน นมวัว เครื่องดื่มเกลือแร่หรือเครื่องดื่ม ION Drink ที่ประกอบไปด้วยแร่ธาตุและน้ำตาลที่ร่างกายมนุษย์สามารถดูดซึมได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ผู้ป่วยเบาหวานอาจเลือกใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลในการปรุงอาหารเพื่อลดปริมาณน้ำตาลที่ได้รับ ซึ่งจะช่วยให้อาหารแต่ละเมนูดีต่อสุขภาพมากขึ้น จากงานวิจัยพบว่าสารให้ความหวานแทนน้ำตาลอาจเป็นประโยชน์ต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน และยังช่วยให้รับประทานได้หลากหลายมากขึ้น เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ จึงอาจช่วยป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดสูงและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดตามมา โดยตัวอย่างสารให้ความหวานแทนน้ำตาลที่สามารถใช้ในผู้ป่วยเบาหวาน เช่น

  • แอสพาร์แทม (Aspartame)

    เป็นสารให้ความหวานสังเคราะห์ (Artificial Sweeteners) มีความหวานกว่าน้ำตาล 180-200 เท่า จึงใช้ในปริมาณที่น้อยกว่าน้ำตาลหลายเท่า ให้พลังงานต่ำ แต่หากปรุงด้วยความร้อนสูงอาจทำให้เกิดรสขม

  • ไอโซมอลทูโลส (Isomaltulose)

    ไอโซมอลทูโลสเป็นสารให้ความหวานที่มีทั้งแบบธรรมชาติและสกัดจากธรรมชาติ สามารถทนความร้อนได้สูง มีรสชาติเหมือนกับน้ำตาล ไม่มีรสขมติดลิ้นหรือรสขมเฝื่อนจึงช่วยให้รสชาติอาหารไม่เปลี่ยน โดยให้พลังงานเทียบเท่าน้ำตาลแต่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low GI) จากการศึกษาบางส่วนพบว่าไอโซมอลทูโลสอาจช่วยป้องกันระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นสูงฉับพลันหลังรับประทานที่เป็นสาเหตุของภาวะแทรกซ้อน เนื่องจากถูกดูดซึมได้ช้ากว่าน้ำตาลปกติ รวมทั้งอาจลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดและลดความเสี่ยงของโรคแทรกซ้อนอย่างโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองได้ โดยในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ไอโซมอลทูโลสที่ผสมกับสารให้ความหวานชนิดอื่นที่ให้ความหวานมากกว่า ทำให้ใช้น้ำตาลในปริมาณที่ลดลง

  • ซูคราโลส (Sucralose)

    สารชนิดนี้ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลปกติถึง 600 เท่า จึงใช้ในปริมาณน้อยมากหรือนำไปผสมกับสารให้ความหวานชนิดอื่น ซูคราโลสเป็นสารที่ไม่ให้พลังงาน ไม่มีรสขม สามารถใช้กับอาหารได้ทั้งแบบร้อนและเย็น

อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัย ผู้ป่วยเบาหวานควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้สารให้ความหวานทุกชนิด เนื่องจากสารให้ความหวานบางชนิดอาจมีข้อจำกัดในการใช้ รวมทั้งควรดูแลตนเองด้วยวิธีอื่นควบคู่ไปด้วย ทั้งการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และหลากหลาย ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เพื่อบรรเทาอาการของโรคและช่วยให้สุขภาพโดยรวมแข็งแรงขึ้น

การรักษาทางเลือกอื่น ๆ

นอกเหนือจากการรักษาโรคเบาหวานตามการแพทย์แผนปัจจุบัน ยังมีการรักษาตามแพทย์แผนทางเลือกมาช่วยเสริมในหลายหลายวิธี เพื่อช่วยให้ผลการรักษาดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้สมุนไพรที่สามารถหาได้ง่ายในประเทศไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ได้กล่าวถึงพืชสมุนไพรบางชนิดมีฤทธิ์ในการลดระดับน้ำตาลในเลือดและยังใช้เป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหาร เช่น

  • ตำลึง

    ตำลึงสามารถใช้ประโยชน์ได้หลายส่วนจากต้น อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ วิตามินและแร่ธาตุสูง โดยมีสรรพคุณสำคัญสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ช่วยในเรื่องการลดระดับน้ำตาลในเลือด ส่วนที่นิยมนำมาใช้จะเป็นส่วนใบ ซึ่งใบแก่จะออกฤทธิ์ได้ดีกว่าใบอ่อน ราก และผล อีกทั้งยังช่วยบำรุงสายตา ป้องกันตามัว เนื่องจากการขาดวิตามินเอ

  • มะระขี้นก

    มะระขี้นกช่วยในการเจริญอาหาร ขับพยาธิ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ น้ำคั้นสดมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ และยังมีสรรพคุณในการลดระดับน้ำตาลของผู้ป่วยเบาหวานเช่นเดียวกับผักตำลึง โดยมีการออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนอินซูลินที่ยับยั้งการสังเคราะห์น้ำตาลกลูโคส และเพิ่มการใช้กลูโคสที่มากขึ้นในตับ รวมทั้งยังช่วยชะลอการเกิดต้อกระจก ที่เป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน สามารถรับประทานได้หลายรูปแบบ ทั้งแบบแปรรูปเป็นแคปซูลและผงแห้ง ชงเป็นชาดื่ม หรือคั้นเป็นน้ำ แต่ไม่ควรรับประทานผลสด เพราะอาจก่อให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน

  • มะแว้งต้น

    ผลสุกของมะแว้งต้นจะช่วยในเรื่องแก้ไอ ขับเสมหะ และมีสรรพคุณในการลดน้ำตาลในเลือด สามารถรับประทานได้ทั้งแบบสดหรือแบบลวก แต่ควรระมัดระวังหากมีการรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานานมากกว่า 1 เดือน ซึ่งอาจมีผลเสียต่อระบบประสาทในร่างกาย

  • ฟ้าทะลายโจร

    ฟ้าทะลายโจรสามารถนำใช้ได้หลายส่วน โดยส่วนรากจะช่วยในเรื่องการเจริญอาหาร บำรุงกำลัง แก้ไข้ ส่วนลำต้นเป็นยาบำรุง แก้อาการท้องร่วง และส่วนใบเป็นส่วนที่นำมาใช้ในการลดระดับน้ำตาลในเลือด แก้ไข้ กระเพาะ ลำไส้อักเสบ

สมุนไพรหลายชนิดมีประโยชน์ต่อร่างกาย และการใช้พืชสมุนไพรก็อาจเป็นทางเลือกเสริมในการช่วยบำบัดโรคเบาหวานให้ดีขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัย ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนรับประทานสมุนไพรชนิดใด ๆ ด้วยตนเอง

กิมจิ

กิมจิ ผักดองเกาหลี สุดยอดอาหารเพื่อสุขภาพ สัญลักษณ์ของประเทศเกาหลี

กิมจิ (Kimchi) เป็นหนึ่งในอาหารที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศเกาหลี และยังเป็นที่นิยมในคนไทยรุ่นใหม่อีกด้วย เพราะนอกจากรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว กิมจิยังขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ เพราะอุดมไปด้วยโพรไบโอติกส์ ซึ่งการศึกษาหลายชิ้นชี้ว่ากิมจิอาจช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและระบบย่อยอาหารได้

กิมจิเป็นคำที่ใช้เรียกผักดองในภาษาเกาหลี มักทำจากกะหล่ำปลีเป็นส่วนใหญ่ แต่ผักชนิดอื่นก็สามารถนำมาทำกิมจิได้เหมือนกัน เช่น หัวไชเท้า แตงกวา หัวบีท หรือผักอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม การบริโภคอาหารหมักดอง อย่างกิมจิก็อาจมีความเสี่ยงบางอย่างที่ควรทราบก่อนรับประทาน

กิมจิกับประโยชน์ต่อสุขภาพ

อย่างที่ได้กล่าวไปว่ากิมจิอุดมไปด้วยโพรไบโอติกส์ (Probiotics) หรือเชื้อจุลินทรีย์มีประโยชน์ที่อาศัยอยู่ภายในลำไส้ของมนุษย์ หากโพรไบโอติกส์มีปริมาณมากขึ้นและอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมก็อาจช่วยลดปัญหาสุขภาพและเสริมร่างกายให้ทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น แต่นอกจากโพรไบโอติกส์ กิมจิก็ยังมีประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ด้วย มาดูกันว่าผักดองเกาหลีจะดีต่อสุขภาพในด้านไหนบ้าง

1. เสริมการทำงานระบบย่อยอาหาร

โพรไบโอติกส์พบได้ทั่วไป ทั้งภายในและภายนอกร่างกาย ระบบย่อยอาหารเป็นระบบที่มีโพรไบโอติกส์อาศัยอยู่มาก ซึ่งทางวิทยาศาสตร์เชื่อว่าจุลินทรีย์มีประโยชน์เหล่านี้มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบย่อยอาหาร เมื่อโพรไบโอติกส์ในลำไส้ไม่สมดุลก็อาจทำให้เกิดความผิดปกติเกี่ยวกับลำไส้ อย่างท้องอืด อาหารไม่ย่อย หรือท้องเสีย

จากการศึกษาที่ใช้โพรไบโอติกส์เป็นการรักษาเสริมในผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้ อย่าง อาการท้องเสีย จากการติดเชื้อและจากผลข้างเคียงของยาปฏีชีวนะ โรคลำไส้แปรปรวน และการติดเชื้อคลอสตริเดียม ดิฟฟิไซล์ (Clostridium Difficile) พบว่า ผู้ป่วยจากโรคดังกล่าวมีอาการที่ดีขึ้น แต่การเสริมโพรไบโอติกส์ในร่างกายอาจไม่สามารถบรรเทาปัญหาลำไส้บางอย่างได้ ดังนั้น หากการบริโภคกิมจิช่วยเพิ่มจำนวนโพรไบโอติกส์ได้ก็อาจบรรเทาและป้องกันความผิดปกติเหล่านี้ได้เช่นกัน

2. เพิ่มภูมิคุ้มกัน

ประโยชน์ต่อสุขภาพในข้อนี้ก็มาจากคุณสมบัติของโพรไบโอติกส์เช่นเดียวกัน ระบบภูมิคุ้มกันส่วนใหญ่อยู่บริเวณระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นแหล่งที่มีจุลินทรีย์มีประโยชน์หลากหลายชนิดอาศัยอยู่ อีกทั้งนักวิทยาศาสตร์พบความเชื่อมโยงระหว่างประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันกับจำนวนของจุลินทรีย์เหล่านี้

จากการทดลองที่ศึกษาเชื้อจุลินทรีย์ในกลุ่ม Lactobacillus ชื่อ Sakei และ Plantarum ซึ่งเป็นเชื้อที่พบได้ในกิมจิ พบว่าเชื้อ Lactobacillus Sakei จัดเป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน อีกทั้งการทดลองในสัตว์ทดลองด้วยการให้จุลินทรีย์ทั้งสองชนิดนี้ยังพบว่า สัตว์ทดลองมีสาร TNF Alpha ที่เป็นสารก่อการอักเสบลดน้อยลง การบริโภคกิมจิเป็นประจำอาจทำให้ได้รับโพรไบโอติกส์สองชนิดนี้ ทำให้ช่วยลดอาการของโรคภูมิคุ้มกันบางประเภทที่ทำให้เกิดการอักเสบตามร่างกาย อย่างโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้

นอกจากนี้ การศึกษาอื่นยังพบอีกว่า เชื้อโพรไบโอติกส์อาจเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ลดความรุนแรงและระยะเวลาการป่วยจากโรคติดเชื้อ อย่างโรคไข้หวัด (Common Cold) รวมทั้งอาจช่วยบรรเทาอาการและลดความเสี่ยงในการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราบริเวณช่องคลอดเพศหญิงได้อีกด้วย

3. ช่วยลดน้ำหนัก

กิมจิทำมาจากผักที่มีแคลอรี่น้อย โดยกิมจิปริมาณ 150 กรัม อาจให้พลังงานเพียง 23 กรัมเท่านั้น ซึ่งพลังงานปริมาณดังกล่าวอาจมาจากสารอาหารหลากหลายชนิดที่อยู่ในกิมจิ อย่างโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ใยอาหาร แร่ธาตุ และวิตามิน

นอกจากนี้ กิมจิอาจเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการลดความอ้วนด้วยคุณสมบัติอื่นนอกเหนือจากแคลอรี่ต่ำได้ด้วย จากการทดลองชิ้นหนึ่งในผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากและผู้ป่วยโรคอ้วน โดยให้คนกลุ่มดังกล่าวรับประทานกิมจิติดต่อกันระยะเวลาหนึ่ง พบว่าคนกลุ่มนี้มีระดับไขมันในเลือด ระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิตและระดับไขมันสะสมลดลง การบริโภคกิมจิก็อาจมีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักที่เกิดจากไขมันสะสมภายในร่างกาย และช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนในผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากอีกด้วย

4. บำรุงหัวใจ

โพรไบโอติกส์และสรรพคุณของกิมจิมีส่วนช่วยลดการอักเสบของร่างกาย ซึ่งโรคเรื้อรังหลายโรคมักมีปัจจัยเสี่ยงหรือสาเหตุมาจากการอักเสบเรื้อรัง หนึ่งในนั้นคือโรคหัวใจที่เกิดได้จากหลายสาเหตุและปัจจัย เช่น ไขมันในเลือดสูง น้ำตาลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้เกิดการอักเสบของหลอดเลือดหัวใจจนอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจหรือเพิ่มอัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยโรคหัวใจได้

จากการศึกษาด้านบนที่พบว่าการบริโภคกิมจิอาจช่วยลดไขมันสะสม ลดไขมันในเลือด ลดน้ำตาลในเลือด และต้านสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบได้ หากเราลองเพิ่มกิมจิหรืออาหารที่มีโพรไบโอติกส์เข้าไปในมื้ออาหารเป็นประจำก็อาจช่วยลดความรุนแรงจากการอักเสบที่เป็นสาเหตุของโรคหัวใจได้

นอกจากนี้ กิมจิอาจช่วยเสริมสุขภาพในด้านอื่น ๆ เช่น ช่วยต้านริ้วรอย ช่วยบรรเทาภาวะผิดปกติทางอารมณ์บางชนิด และยังมีการศึกษาบางชิ้นที่พูดถึงสรรพคุณในการต้านมะเร็งของกิมจิด้วย

อย่างไรก็ตาม สรรพคุณและข้อมูลการศึกษาเหล่านี้เป็นผลจากการทดลองที่มีความแตกต่างกันในหลายด้าน ทั้งกลุ่มตัวอย่าง ระยะเวลา และวิธีการทดลองที่ล้วนแต่ส่งผลต่อผลลัพธ์ของแต่ละการศึกษา ขณะเดียวกันบางการศึกษายังมีข้อจำกัดบางอย่าง ผลลัพธ์ที่ไม่ชัดเจน รวมทั้งการพบผลข้างเคียงในการรับประทานอาหารชนิดนี้ จึงควรติดตามการศึกษาเพิ่มเติมถึงประโยชน์และความปลอดภัยที่แน่ชัด

กิมจิ ผักกาดขาว แบบเกาหลี

ความเสี่ยงจากการบริโภคกิมจิ

แม้ว่ากิมจิจะทำจากผัก ให้พลังงานน้อย และดูมีประโยชน์หลากหลายด้าน เว็บสล็อต  แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการบริโภค กิมจิ จะไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงใด ๆ เพราะทั้งจากการศึกษาและการบริโภคในครัวเรือนก็มีรายงานเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพจากการบริโภคกิมจิเช่นเดียวกัน

ผลข้างเคียงที่พบหลัก ๆ มักจะเป็นอาการท้องอืด ท้องเสีย และอาหารเป็นพิษ โดยสาเหตุที่อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงเหล่านี้อาจมาจากกระบวนการทำที่ไม่สะอาด ทำให้มีเชื้อโรคปนเปื้อนและเติบโตระหว่างกระบวนการหมักดอง การเก็บรักษาที่ไม่เหมาะสม แม้ว่าอาการเหล่านี้มักไม่ทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงในคนทั่วไป แต่ผลข้างเคียงเหล่านี้อาจทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงในผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ผู้ที่มีความเสี่ยงจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทนี้

แม้ว่าการศึกษาจะชี้ว่ากิมจิมีสารอาหารหลากหลาย และช่วยลดความดันโลหิตได้ แต่ในทางตรงกันข้ามยังมีข้อขัดแย้งกันในเรื่องนี้อยู่ เพราะการทำอาหารหมักต้องมักต้องใช้โซเดียมในปริมาณมาก ซึ่งโซเดียมส่งผลทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น และอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง ผู้ที่เสี่ยงต่อโรคเหล่านี้หรือมีโรคประจำตัวจึงควรควบคุมประมาณโซเดียมในแต่วัน

สุดท้ายนี้ กิมจิจะเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพก็ต่อเมื่อรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม และควรเลือกซื้อกิมจิที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม ไม่แตก รั่ว หรือฉีกขาด มีวันที่ผลิตและวันหมดอายุบอก และเลือกซื้อจากร้านที่มีตู้แช่เพราะเชื้อเหล่ามักไม่ทนทานต่อความร้อน แต่หากบริโภคกิมจิและเกิดความผิดปกติตามมา ควรไปพบแพทย์

โรคต้อกระจก

ต้อกระจก (Cataracts) เป็นโรคที่เลนส์แก้วตามีความขุ่นมัว

ต้อกระจก (Cataracts) เป็นโรคที่เลนส์แก้วตามีความขุ่นมัวจนกระทบต่อการมองเห็น เมื่อจอประสาทตารับภาพได้ไม่ชัดเจน ผู้ป่วยจึงมองเห็นภาพต่าง ๆ อย่างพร่ามัว โรคต้อกระจกนี้ไม่ได้ทำให้มีอาการเจ็บหรือระคายเคืองใด ๆ ที่ตา โดยอาจเกิดกับตาข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง และไม่อาจแพร่กระจายจากตาข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่งได้

อาการของโรคต้อกระจก

โรคต้อกระจกนั้นยากที่จะสังเกตได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม เนื่องจากต้องใช้เวลาหลายปีกว่าอาการของต้อกระจกจะเพิ่มมากขึ้นจนกระทบต่อการมองเห็น โดยผู้ป่วยมักมีอาการดังนี้

  • มองเห็นได้ไม่ชัดเจน ภาพเบลอ หรือพร่ามัว
  • ต้องใช้แสงสว่างมากขึ้นในการอ่านหนังสือหรือกิจกรรมที่ต้องใช้สายตา
  • ดวงตามองเห็นในที่ที่มีแสงสลัวได้ดีกว่าแสงจ้า แพ้แสงจ้า
  • มองเห็นเป็นภาพซ้อน
  • มองภาพเป็นสีเหลืองหรือสีซีดจางลง
  • มองเห็นเป็นวงแหวนรอบแสงไฟหรือหลอดไฟ
  • ผู้ป่วยอาจเข้าใจว่าความพร่ามัวเกิดจากระดับสายตาที่มีปัญหา เช่น สายตาสั้น และนำไปสู่การเปลี่ยนแว่นตาหรือคอนแท็คเลนส์บ่อย ๆ

โรคต้อกระจก

สาเหตุของโรคต้อกระจก

เลนส์แก้วตาของคนเราประกอบด้วยน้ำและโปรตีนเป็นส่วนมาก ปกติโปรตีนเหล่านี้จะเรียงตัวเป็นระเบียบทำให้แสงผ่านเข้าสู่เลนส์ได้ และเลนส์มีลักษณะใส ต้อกระจกเกิดจากการที่โปรตีนในเลนส์แก้วตาสะสมเป็นกลุ่มปกคลุมพื้นที่ในบริเวณแก้วตาจนทำให้เลนส์ขุ่นมัวขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งโรคต้อกระจกอาจแบ่งได้ตามสาเหตุการเกิดต่อไปนี้

  • ต้อกระจกในวัยสูงอายุ (Age-related Cataract) อายุที่เพิ่มมากขึ้นเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต้อกระจกที่พบได้บ่อยที่สุด เนื่องจากระบบโครงสร้างของกระจกตาที่มักเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาและภาวะเสื่อมของเลนส์แก้วตาที่มีความยืดหยุ่นและโปร่งใสน้อยลง
  • ต้อกระจกแต่กำเนิด (Congenital Cataract) ทารกสามารถเป็นต้อกระจกได้ตั้งแต่แรกเกิด โดยอาจเกิดได้จากพันธุกรรม การติดเชื้อ การได้รับอันตรายหรือมีพัฒนาการระหว่างอยู่ในครรภ์ไม่ดี ทารกที่พบว่าเป็นต้อกระจกแต่กำเนิด ได้แก่ ภาวะกาแล็กโทซีเมีย โรคหัดเยอรมัน หรือโรคเท้าแสนปมชนิดที่ 2 ก็อาจนำมาซึ่งการเกิดต้อกระจกชนิดนี้ เด็กเล็กบางคนอาจแสดงอาการในภายหลัง โดยมักเป็นทั้งสองข้าง บางครั้งต้อกระจกนี้เล็กมากจนไม่ส่งผลต่อการมองเห็น แต่เมื่อพบว่ามีผลกระทบต่อการมองเห็นจึงจะผ่าออก
  • ต้อกระจกทุติยภูมิ (Secondary Cataract) การผ่าตัดรักษาโรคตาชนิดอื่นอย่างเช่นต้อหิน การป่วยเป็นม่านตาอักเสบ หรือตาอักเสบ อาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคต้อกระจกตามมาได้ นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคอ้วน หรือโรคความดันโลหิตสูง การได้รับยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ ยาขับปัสสาวะบางตัว ก็ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงเป็นโรคต้อกระจกได้ง่าย
  • ต้อกระจกจากการได้รับบาดเจ็บ (Traumatic Cataract) อุบัติเหตุที่กระทบต่อดวงตา ทั้งที่ต้องผ่าตัดและไม่ผ่าตัดดวงตา สามารถนำไปสู่การเกิดต้อกระจกภายหลังได้เช่นกัน

โรคต้อกระจกยังอาจมีสาเหตุจากปัจจัยอื่นประกอบ ได้แก่ บุคคลในครอบครัวมีประวัติป่วยด้วยโรคนี้ รับประทานอาหารที่มีวิตามินไม่ครบถ้วน ต้องเผชิญแสงแดดเป็นเวลานานในชีวิตประจำวัน หรือพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ เช่น สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์มาก เป็นต้น

การวินิจฉัยโรคต้อกระจก

การวินิจฉัยด้วยตนเอง เนื่องจากต้อกระจกไม่ทำให้เกิดอาการเจ็บหรือเกิดความเปลี่ยนแปลงที่ลักษณะของดวงตา จึงยากที่จะเห็นความผิดปกติของดวงตา นอกเสียจากต้อจะสุกจนกลายเป็นสีขาวที่ตาดำแล้ว ทั้งนี้บุคคลใกล้ชิดหรือตัวผู้ป่วยเองอาจสังเกตได้หากมีอาการเข้าข่ายที่กล่าวไปแล้วข้างต้น

การวินิจฉัยโดยแพทย์ โรคต้อกระจกสามารถวินิจฉัยได้โดยการตรวจและทำแบบทดสอบต่าง ๆ ต่อไปนี้

  • การตรวจวัดสายตา (Visual Acuity Test) การวัดความสามารถการมองเห็นในระยะต่าง ๆ โดยให้อ่านชุดตัวอักษร เมื่อทดสอบตาข้างใด ๆ อีกข้างจะถูกปิดไว้ วิธีนี้เป็นการประเมินว่าผู้ป่วยมีความผิดปกติทางสายตาให้เห็นหรือไม่
  • การทดสอบโดยขยายรูม่านตา (Retinal Eye Exam) ทำได้ด้วยการหยดยาลงที่ตาเพื่อให้รูม่านตาเปิดกว้างขึ้น แล้วใช้เลนส์ขยายแบบพิเศษตรวจดูจอประสาทตาและเส้นประสาทตาเพื่อหาความผิดปกติของตา หลังการตรวจนี้ ดวงตาของผู้ป่วย มองเห็นในระยะใกล้พร่ามัวเป็นเวลาหลายชั่วโมง
  • การตรวจโดยใช้กล้องจักษุจุลทรรศน์ชนิดลำแสงแคบ (Slit Lamp Examination) เป็นการใช้กล้องที่มีความเข้มของลำแสงสูงและบางพอที่จะส่องกระจกตา ม่านตา เลนส์แก้วตา รวมถึงพื้นที่ว่างระหว่างม่านตาและกระจกตา ช่วยให้แพทย์สามารถมองเห็นโครงสร้างที่เป็นส่วนเล็กได้อย่างสะดวก
  • การตรวจวัดความดันลูกตา (Tonometry Test) เป็นการใช้เครื่องวัดความดันในลูกตาเพื่อแยกระหว่างต้อกระจกกับต้อหินซึ่งจะมีความดันที่ตาสูง การตรวจชนิดนี้แพทย์อาจใช้ยาชาแบบหยดตากับผู้ป่วย

การรักษาโรคต้อกระจก

โรคต้อกระจกในระยะแรก ๆ บรรเทาได้ด้วยการตัดแว่นสายตาใหม่ สวมแว่นกันแดดกันแสงสะท้อน หรือการใช้เลนส์ขยายจนกว่าต้อกระจกจะเริ่มกระทบต่อการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน จึงจะทำการผ่าตัดซึ่งเป็นวิธีรักษาเดียวในปัจจุบัน โดยต้องใช้เวลา การมองเห็นหลังการผ่าตัดจึงจะดีขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็นปกติ แต่หากผู้ป่วยมีโรคตาชนิดอื่น เช่น จอประสาทตาเสื่อมร่วมด้วย ก็อาจส่งผลให้การมองเห็นไม่อาจดีขึ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ได้

ก่อนการผ่าตัดต้อกระจก

การผ่าตัดต้อกระจกขึ้นอยู่กับการตัดสินใจทั้งของผู้ป่วยและแพทย์ผู้ดูแลร่วมกัน การผ่าตัดต้อกระจกไม่จำเป็นต้องรีบร้อน เนื่องจากการเลื่อนการผ่าตัดไม่ได้ส่งผลต่อการมองเห็น แต่สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่เป็นต้อกระจกอาจมีอาการทรุดลงได้เร็วกว่าผู้ป่วยทั่วไป

กรณีผ่าตัดต้อกระจกทั้ง 2 ข้าง สามารถทำได้เพียงครั้งละข้าง โดยต้องรอให้ตาข้างแรกที่ผ่าตัดหายดีเสียก่อนแล้วจึงจะผ่าตัดอีกข้างหนึ่งได้ ก่อนการผ่าตัด 1-2 อาทิตย์ แพทย์จะให้ผู้ป่วยทำแบบทดสอบต่าง ๆ เช่น วัดความโค้งกระจกตา ขนาดของดวงตา และระดับของสายตา เพื่อเลือกเลนส์แก้วตาเทียม (Intraocular Lens: IOL) ที่เหมาะสมกับดวงตาของผู้ป่วย ผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องงดรับประทานอาหาร 12 ชั่วโมงก่อนการผ่าตัด

ระหว่างการผ่าตัดต้อกระจก

การผ่าตัดมีวิธีผ่าตัดทั้งรู้สึกตัวและไม่รู้สึกตัว การรักษาแบบรู้สึกตัวทำได้โดยใช้ยาชาบริเวณรอบดวงตา จากนั้นหยดยาเพื่อเปิดม่านตาให้กว้างและล้างทำความสะอาดบริเวณรอบ ก่อนจะนำเอาเลนส์แก้วตาที่มัวออกแล้วใส่เลนส์แก้วตาเทียมแทนที่แก้วตาเดิม

การผ่าตัดต้อกระจกใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง เมื่อเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเรียบร้อย  เว็บสล็อต  แพทย์จะเฝ้าดูว่ามีภาวะเลือดออกหรือปัญหาใด ๆ หรือไม่ จากนั้นผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้โดยไม่จำเป็นต้องพักที่โรงพยาบาล

หลังผ่าตัด

หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยอาจมีอาการคันหรือรู้สึกไม่สบายหลังการผ่าตัด มีอาการน้ำตาไหล ดวงตาไวต่อแสงและสัมผัส ระวังอย่าก้มลงหยิบสิ่งของบนพื้นหรือยกของหนัก และคอยรักษาความสะอาดที่ดวงตา โดยล้างมือทุกครั้งก่อนสัมผัส ใช้ผ้าปิดตาหรือสวมแว่นตาเพื่อป้องกันดวงตา และไม่ถูหรือกดบริเวณตาข้างที่ผ่าตัด

นอกจากนี้ ผู้ป่วยควรรับประทานยาตามแพทย์แนะนำ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่อาจรุนแรงถึงขั้นสูญเสียการมองเห็น และใช้น้ำตาเทียมเพื่อช่วยในการรักษาและลดการเสี่ยงภาวะติดเชื้อใน 2-3 สัปดาห์หลังผ่าตัด ซึ่งส่วนใหญ่การรักษาจะดีขึ้นและหายดีใน 8 สัปดาห์ เป็นเวลาเดียวกับที่แพทย์นัดผู้ป่วยไปตรวจดูอาการ

ภาวะแทรกซ้อนของการรักษาโรคต้อกระจก

โรคต้อกระจกไม่ปรากฏถึงภาวะแทรกซ้อน มีเพียงภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดรักษา ซึ่งก็มีโอกาสเกิดได้น้อยและเป็นปัญหาที่สามารถรักษาได้ โดยผู้ที่เสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนได้สูง คือผู้ที่ม่านตาอักเสบ (Uveitis) สายตาสั้นรุนแรง (Severe Short-sightedness) หรือมีภาวะเบาหวานขึ้นจอตา (Diabetic Retinopathy) รวมทั้งผู้ป่วยที่มีปัญหาในการนอนราบ ปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ หรือกำลังรับประทานยารักษาโรคต่อมลูกหมาก

ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยที่สุดในการผ่าตัดคือ ภาวะถุงเลนส์ตาขุ่นหลังผ่าตัดต้อกระจก (Posterior Capsule Opacification: PCO) ซึ่งส่งผลให้การมองเห็นพร่ามัว ผู้ป่วยอาจเข้าใจว่าเป็นอาการต้อกระจกที่ยังไม่หายไป อย่างไรก็ตาม มีผู้ป่วยเพียงไม่ถึงร้อยละ 10 ที่เกิดภาวะนี้ รักษาได้ด้วยการใช้เลเซอร์ผ่าตัดตา และจะดีขึ้นได้ภายใน 2-3 วัน โดยไม่ทิ้งร่องรอยบาดแผลใด ๆ

ผู้ป่วยมีโอกาสเกิด อาการบวมแดงในตา บวมที่จอประสาทตาและกระจกตา จอประสาทตาแยกตัวจากผนังด้านในของดวงตาทำให้เกิดจอตาหลุดลอก เลือดออกในตา หรือดวงตาติดเชื้อได้ หากผู้ป่วยมีอาการเจ็บ บวมแดง มองไม่เห็น หรือการมองเห็นผิดปกติหลังกลับมารักษาตัวที่บ้าน ควรไปพบแพทย์ทันที

นอกจากนี้ แพทย์อาจพบปัญหาระหว่างการผ่าตัด ได้แก่ การไม่สามารถนำเอาต้อกระจกออกจนหมด เปลือกหุ้มเลนส์ตาเกิดฉีกขาด มีเลือดออกในดวงตา ต้อกระจกตกหล่นไปที่บริเวณหลังตา หรืออันตรายต่อดวงตาบริเวณอื่น เช่น กระจกตา

อย่างไรก็ตาม ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดต้อกระจกมักรักษาได้ด้วยการใช้ยาหรือผ่าตัดเพิ่มเติม ซึ่งมีโอกาสหายเป็นปกติได้สูง และมีโอกาสน้อยมาก เพียง 1 ใน 1,000 ที่การผ่าตัดจะเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร

การป้องกันโรคต้อกระจก

การตรวจสายตาเป็นประจำเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการเผชิญกับอาการที่รุนแรงและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเมื่ออายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป และผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ควรได้รับการตรวจดวงตาโดยวิธีขยายม่านตาทุก ๆ ปี เพราะไม่เพียงเพื่อตรวจโรคต้อกระจกเท่านั้น แต่รวมถึงโรคทางสายตาชนิดอื่นด้วย เพื่อให้รับการรักษาได้อย่างทันท่วงที

แม้โรคต้อกระจกจะเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนเมื่ออายุมาก แต่ก็สามารถชะลอการเกิดให้ช้าลงได้ด้วยตนเอง โดยการปรับพฤติกรรมหรือลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ต่อไปนี้

  • เลี่ยงการเผชิญแสงแดดโดยตรงด้วยการสวมหมวกมีปีกหรือแว่นกันแดด เพื่อป้องกันอันตรายต่อดวงตาจากแสงยูวี
  • จัดสรรเวลานอนให้เพียงพอ โดยควรนอนให้ครบ 6 ชั่วโมงในแต่ละวัน
  • งดพฤติกรรมการสูบบุหรี่ที่อาจเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดต้อกระจกเร็วขึ้น ปัจจุบันหลายการวิจัยชี้ชัดว่าผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำจะมีโอกาสเกิดโรคต้อกระจกได้สูงและเร็วกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ และยังอาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคตาชนิดอื่น ๆ ด้วย
  • ไม่ควรใช้สายตาติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรหยุดพักสายตาเป็นระยะ
  • จัดสภาพแวดล้อมในการทำงานให้มีแสงสว่างที่พอดีและสบายต่อการมองเห็น
  • ไม่ควรซื้อยาหยอดตาทุกชนิดมาใช้เองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
  • สวมอุุปกรณ์ป้องกันเสมอ เมื่อต้องทำงานที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุที่ดวงตา
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ได้แก่ โปรตีนจากปลา ไข่ เนย นม ตับสัตว์ และอาหารจำพวกวิตามินที่มีสารอนุมูลอิสระ และวิตามินเอสูงช่วยในการบำรุงสายตา เช่น แครอท ฟักทอง มะเขือเทศ กล้วย มะละกอสุก เป็นต้น
PENICILLIN (เพนิซิลลิน)

PENICILLIN (เพนิซิลลิน) ยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาการติดเชื้อจากแบคทีเรียอย่างแพร่หลาย

Penicillin (เพนิซิลลิน) ยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาการติดเชื้อจากแบคทีเรียอย่างแพร่หลาย อีกทั้งยังเป็นยาปฏิชีวนะที่ถูกนำมาใช้ทางการแพทย์ตั้งแต่แรกเริ่มมาจนถึงปัจจุบัน เดิมทียานี้ได้มาจากเชื้อราเพนิซิลเลียม  (Penicillium) นับแต่นั้นก็มียา Penicillin ตัวอื่นพัฒนาขึ้นมา เช่น Penicillin G (เพนิซิลลิน จี) หรือ Penicillin V (เพนิซิลลิน วี) ส่วนยาปฏิชีวนะอื่นที่มีส่วนผสมของ Penicillin ได้แก่ อะม็อกซี่ซิลลิน (Amoxicillin) แอมพิซิลลิน (Ampicillin) ฟลูคลอกซาซิลลิน (Flucolxacillin) ซึ่งจัดเป็นยาเพนิซิลลินกึ่งสังเคราะห์ Penicillin แต่ละชนิดไม่สามารถใช้รักษาอาการป่วยแทนกันได้ นอกจากนี้ Penicillin บางชนิดอาจใช้รักษาอาการป่วยหรือภาวะที่นอกเหนือไปจากข้อความสรรพคุณที่ระบุบนฉลากยา ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ อย่างไรก็ตาม Penicillin ไม่สามารถใช้รักษาอาการเป็นไข้ โรคหวัด หรือโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส

กลุ่มยา Penicillin สามารถแบ่งชนิดได้ ดังนี้

  • อะมิโนเพนิซิลลิน (Aminopenicillins) คือกลุ่มยาเพนนิซิลินที่มีโครงสร้างของเบต้าแลคแตม (Beta-Lactam) มีฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการสร้างผนังเซลล์ของเชื้อแบคทีเรีย โดยมีฤทธิ์เหมือน Penicillin แต่มีสรรพคุณครอบคลุมเชื้อได้มากกว่า อะมิโนเพนิซิลลินสามารถรักษาการติดเชื้อของแบคทีเรียชนิดแกรมบวกและแกรมลบ เช่น เชื้ออีโคไล (Escherichia Coli, E. Coli) หรือเชื้อฮีโมฟิลุสอินฟลูเอนเซ (Haemophilus Influenzae) ใช้รักษาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนและส่วนล่าง ทางเดินปัสสาวะอักเสบ ผิวหนังอักเสบ และอื่น ๆ ยาที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ เช่น อะม็อกซี่ซิลลิน (Amoxicillin) แอมพิซิลลิน (Ampicillin)
  • แอนตี้ซูโดโมนอล เพนิซิลลิน (Antipsudo Penicillins) คือยาต้านจุลชีพที่มีสรรพคุณใช้รักษาการติดเชื้อซูโดโมนาส โดยยานี้มีฤทธิ์ในการรรักษาเหมือนเพนิซิลินและอะมิโนเพนิซิลลิน รวมทั้งต้านเชื้อซูโดโมนาส (Pseudomanas) เอนทีโรค็อกคัส (Enterococcus) และเคลบซิลลา (Klebsiella)  ยา Penicillin ชนิดนี้ เช่น ยาพิเพอราซิลลิน (Piperacillin)
  • สารยับยั้งเบต้าแลคแทม (Beta-Lactamase Inhibitors) คือยาที่มีเบต้าแลคแทมเป็นส่วนประกอบ ใช้ยับยั้งการสังเคราะห์ผนังเซลล์ของแบคทีเรีย รวมทั้งมีส่วนผสมของสารที่ช่วยกำจัดการสร้างเอนไซม์เบต้าแลคแทมเมส เนื่องจากแบคทีเรียบางสายพันธุ์จะสร้างเอนไซม์เบต้าแลคแทมเมสขึ้นมาต้านยาฆ่าเชื้อ  เว็บสล็อต  ทำให้เกิดอาการดื้อยา การใช้ยาปฏิชีวนะให้ได้ผลและเลี่ยงอาการดื้อยานั้น จึงมักใช้คู่กับสารยับยั้งเบต้าแลคแทมเมสเพื่อยับยั้งการทำงานของเอนไซม์เบต้าแลคแทมเมส นับเป็นสรรพคุณที่นอกเหนือไปจากใช้ฆ่าแบคทีเรีย โดยยาที่มีสารยับยั้งเบต้าแลคแทมเมส ได้แก่ อะม็อกซี่ซิลลินผสมคลาวูลาเนท (Clavulanate) พิเพอราลินผสมทาโซแบคแทม (Tazobactam) และแอมพิซิลลินผสมซุลแบคแทม (Sulbactam)
  • Penicillin ที่ได้จากธรรมชาติ (Natural Penicillins) คือยาปฏิชีวนะตัวแรกที่ใช้ในทางการแพทย์ โดยยานี้มีส่วนประกอบหลักมาจากโครงสร้างเพนิซิลลิน จี (Penicillin G) ซึ่งใช้ยับยั้งการสังเคราะห์ผนังเซลล์ของแบคทีเรียและกำจัดแบคทีเรีย ยาชนิดนี้ใช้ต้านเชื้อแบคทีเรียชนิดแกรมบวกและแกรมลบได้ Pencillin ที่ได้จากธรรมชาติ ประกอบด้วย Pencillin G  (เพนิซิลลิน จี) Penicillin V (เพนิซิลลิน วี) โปรเคนเพนิซิลลลิน (Procaine Penicillin) และเบนซาธีน เพนิซิลลิน จี (Benzathine Penicillin G)
  • Penicillin ที่ทนการถูกทำลายของเพนนิซิลลิเนส (Penicillinase Resistant Penicillins) คือยาปฏิชีวนะที่ไม่ถูกเอนไซม์เพนิซิลลิเนสทำลาย แบคทีเรียบางอย่างจะผลิตเอนไซม์เพนิซิลลิเนสขึ้นมาทำลายเบต้าแลคแทมในยาปฏิชีวนะ ทำให้ตัวยาใช้ไม่ได้ผล ยานี้จะใช้รักษาการดื้อยาของเชื้อสแตฟิโลค็อกคัส (Staphylococci) และการติดเชื้ออื่น ๆ ยาที่อยู่ในกลุ่มนี้ เช่น คลอกซาซิลลิน (Cloxacillin) ไดคลอกซาซิลลิน (Dicloxacillin) ออกซาซิลลิน (Oxacillin) หรือเมธิซิลลิน (Methicillin)

เกี่ยวกับยา Penicillin

กลุ่มยา ยาปฏิชีวนะ
ประเภทยา ยาตามใบสั่งแพทย์
สรรพคุณ รักษาการติดเชื้อจากแบคทีเรีย
กลุ่มผู้ป่วย ทารก เด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่
รูปแบบของยา ยารับประทานและยาสำหรับฉีด (ขึ้นอยู่กับชนิดของยา)

คำเตือนการใช้ยา Penicillin

  • ผลข้างเคียงที่สำคัญที่สุดของ Penicillin คือเกิดภาวะภูมิแพ้ ซึ่งอาจเกิดผื่นหรือเกิดอาการแพ้รุนแรงอย่างเฉียบพลัน ผู้ป่วยที่แพ้ยา Penicillin ตัวใดตัวหนึ่งจะเกิดอาการแพ้ยา Penicillin ตัวอื่นทั้งหมด นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่แพ้ยา Penicillin ร้อยละ 5-10 อาจเกิดอาการแพ้ยาเซฟาโลสปอริน (Cephalosporins) ร่วมด้วย
  • สตรีที่ให้นมบุตรและใช้ยานี้อาจทำให้ทารกท้องร่วง ติดเชื้อจากเชื้อรา และผื่นขึ้น เนื่องจากบุตรได้รับสารจากตัวยาซึ่งซึมอยู่ในน้ำนมมารดา
  • ยา Penicillin อาจส่งผลต่อการตรวจน้ำตาลในปัสสาวะของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ทำให้ผลตรวจที่ออกมาคลาดเคลื่อน ผู้ป่วยควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับยาที่รับประทานเป็นประจำและควรปรึกษาแพทย์ก่อนเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารหรือปริมาณการใช้ยารักษาเบาหวาน
  • ผู้ป่วยโรคไตหรือตับสามารถใช้ยา Penicillin ได้อย่างปลอดภัย แต่จำเป็นต้องได้รับยาในปริมาณที่เหมาะสม
  • ผู้หญิงที่ใช้ยาคุมกำเนิดแบบรับประทานหรือผู้ป่วยที่ใช้ยาลดอาการอักเสบ ยาแอสไพริน (Aspirin) ยาโปรเบเนสิด (Probenecid) ควรใช้ยา Penicillin อย่างระมัดระวัง โดยตัวยาของยาลดอาการอักเสบและ Penicillin อาจทำปฎิกิริยากัน ทำให้ระดับยาเพนิซิลินสูงขึ้นกว่าปกติเกิดเป็นพิษต่อร่างกายได้ ส่วนผู้ที่รับประทานยาคุมอาจใช้การคุมกำเนิดวิธีอื่นร่วมด้วย เนื่องจากยา Penicillin จะลดประสิทธิภาพของยาคุม
  • Penicillin แต่ละชนิดจะปรากฏผลข้างเคียงที่แตกต่างกัน ผู้ป่วยจึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือข้อบ่งชี้ในการใช้ยาก่อนทุกครั้ง

เพนิซิลลิน ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

ปริมาณการใช้ยา Penicillin

ปริมาณการใช้ยา Penicillin แต่ละชนิดจะแตกต่างกันไป ผู้ป่วยต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ในการใช้ยาหรือตามที่ระบุไว้บนฉลากยาอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ จำนวนหรือปริมาณยาที่ผู้ป่วยใช้ก็ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของตัวยา ส่วนจำนวนยาที่ใช้ในแต่ละวัน ระยะห่างในการใช้ยา และระยะเวลาในการใช้ยานั้น ก็ขึ้นอยู่กับปัญหาสุขภาพของผู้ป่วย

การใช้ยา Penicillin

ส่วนใหญ่แล้ว การรับประทานยา Penicillin หลังมื้ออาหารจะช่วยให้ดูดซึมได้ดี นอกจากนี้  ยา Penicillin บางตัวรับประทานตอนท้องว่างจะดูดซึมได้ดีกว่า โดยรับประทานยาก่อนอาหารครึ่งถึง 1 ชั่วโมง ตามที่แพทย์ เภสัชกร หรือฉลากยาแนะนำ สำหรับผู้ที่รับประทานยา Penicillin G ไม่ควรดื่มน้ำส้ม น้ำองุ่น หรือน้ำผลไม้และเครื่องดื่มที่มีกรดภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากรับประทานยาเข้าไป เนื่องจากเครื่องดื่มดังกล่าวจะลดประสิทธิภาพของยา ส่วนผู้ที่รับประทานอะม็อกซี่ซิลลินแบบน้ำ สามารถผสมกับนม น้ำผลไม้ น้ำขิงแดง หรือเครื่องดื่มอื่น ๆ เพื่อดื่มได้ และควรดื่มให้หมดทันที

ทั้งนี้ ผู้ป่วยควรอ่านฉลากยาหรือปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด อย่างไรก็ตาม ยา Penicillin บางชนิด มีรายละเอียดการใช้ยา ดังนี้

  • อะมิโนเพนิซิลลิน (Aminopenicillins) ยาในกลุ่มนี้ไม่ถูกกรดไฮโดรไลซิส (Acid Hydrolysis) ทำลาย จึงสามารถรับประทานได้ อย่างไรก็ดี ยาชนิดนี้อาจเกิดกรดดังกล่าวที่มาจากเบต้าแลคแทม  ผู้ป่วยจึงควรรับประทานควบคู่กับสารยับยั้งเบต้าแลคแทม
  • แอนตี้ซูโดโมนอล เพนิซิลลิน (Antipsudomonal Penicillins) ผู้ป่วยมักรับประทานยานี้ร่วมกับสารยับยั้งเบต้าแลคแทม เนื่องจากตัวยาอาจเกิดกรดไฮโดรไลซิสที่มาจากเบต้าแลคแทมเช่นเดียวกับ Penicillin ตัวอื่น ซึ่งส่งผลให้เชื้อสแตฟิค็อกคัส แบคทีเรียชนิดแกรมลบบางตัว และเบต้าแลคแทมที่ผลิตแบคทีเรียชนิดแกรมบวก ไม่ถูกต่อต้านอย่างต่อเนื่อง
  • สารยับยั้งเบต้าแลคแทม (Beta-Lactamase Inhibitors) Penicillin ชนิดนี้มักใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะที่มีเบต้าแลคแทมตัวอื่น ๆ เพื่อช่วยยับยั้งเอนไซม์ดังกล่าวไม่ให้ทำลายประสิทธิภาพของยาจนนำไปสู่การดื้อยา

นอกจากนี้ ผู้ป่วยควรรับประทานยาให้ครบเพื่อรักษาอาการของโรคให้หายขาด ไม่ควรหยุดรับประทานยาแม้อาการจะดีขึ้นมาได้ 2-3 วันก็ตาม ผู้ที่ได้รับเชื้อเสตรป (Strep) ควรรับประทานยาติดต่อกันอย่างน้อย 7-10 วัน ทั้งนี้ ผู้ป่วยอาจมีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับหัวใจภายหลังหากไม่ได้รับการรักษาให้หายขาด และหากหยุดการใช้ยาเร็วเกินไป อาการของโรคก็อาจกลับมากำเริบได้

ผลข้างเคียงจากการใช้ยา Penicillin

แม้ผลข้างเคียงจากการใช้ยา Penicillin อาจไม่ได้เกิดขึ้นครบทุกอาการ แต่หากผู้ป่วยเกิดอาการใดอาการหนึ่ง ควรไปพบแพทย์ทันที โดยสามารถแบ่งตามระดับความผิดปกติของอาการที่เกิดขึ้น ดังนี้

  • อาการของผลข้างเคียงที่ผิดปกติ ผู้ป่วยควรหยุดใช้ยาและพบแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที หากเกิดอาการต่อไปนี้
    • หายใจเร็ว
    • มีไข้
    • เจ็บที่ข้อต่อ
    • เวียนศีรษะและเป็นลม
    • หน้าหรือหนังตาบวม
    • ผิวแดงและเป็นขุย
    • หายใจสั้น
    • มีผื่นหรือลมพิษขึ้นบนผิวหนัง  รวมทั้งเกิดอาการคันร่วมด้วย
  • อาการของผลข้างเคียงที่พบได้ทั่วไป ผลข้างเคียงเหล่านี้อาจหายไปเองขณะที่ร่างกายปรับตัวให้เข้ากับยาที่ใช้รักษา ทั้งนี้ แพทย์จะแนะนำวิธีป้องกันหรือวิธีช่วยลดผลข้างเคียงดังกล่าว โดยผลข้างเคียงจากการใช้ Penicillin ที่พบได้ทั่วไป ได้แก่
    • ท้องร่วงอ่อน ๆ
    • ปวดศีรษะ
    • เป็นแผลในปากและลิ้น
    • คันช่องคลอดและมีตกขาว
    • ฝ้าขาวในปากหรือลิ้น
  • อาการของผลข้างเคียงที่พบได้น้อยมาก ควรปรึกษาแพทย์ทันทีหากเกิดอาการต่อไปนี้
    • รู้สึกปวดบีบ ๆ บริเวณท้องอย่างรุนแรง
    • รู้สึกเจ็บเหมือนถูกกดที่ท้อง
    • ชัก
    • ปัสสาวะน้อยลง
    • ถ่ายเหลวอย่างรุนแรง หรือถ่ายมีเลือดปนออกมา
    • ตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า
    • คลื่นไส้และอาเจียน
    • เกิดอาการปวดบริเวณที่ฉีดยา
    • เจ็บคอและเป็นไข้
    • มีเลือดออกผิดปกติหรือเกิดรอยช้ำ
    • ตาและผิวมีสีเหลือง
    • กังวลและสับสน
    • เกิดอาการทางจิต เช่น กลัวว่าตัวเองจะตาย หรือเพ้อประสาทหลอน
สาเหตุของนิ่วทอนซิล

นิ่วทอนซิล (Tonsillolith/Tonsil Stones) การรวมตัวของแบคทีเรียและเซลล์ที่ตายแล้ว

นิ่วทอนซิล (Tonsillolith/Tonsil Stones) คือ การรวมตัวของแบคทีเรียและเซลล์ที่ตายแล้ว มีลักษณะเป็นก้อนสีเหลืองหรือสีขาวบริเวณต่อมทอนซิล มีขนาดเท่ากับเมล็ดข้าวหรือเมล็ดถั่ว ยากต่อการมองเห็น นิ่วทอนซิลไม่ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย แต่อาจทำให้เกิดกลิ่นปาก ความระคายเคือง หรือทำให้ต่อมทอนซิลบวมได้

อาการของนิ่วทอนซิล

นิ่วทอนซิลเกิดขึ้นได้ในคนทั่วไป โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาทอนซิลอักเสบเรื้อรัง มักไม่มีอาการรุนแรง แต่อาจเกิดขึ้นร่วมกับอาการต่าง ๆ ต่อไปนี้

  • กลิ่นปาก เป็นองค์ประกอบสำคัญในการบ่งบอกถึงอาการนิ่วทอนซิล ซึ่งอาจแสดงถึงการติดเชื้อด้วยเช่นกัน
  • เจ็บคอ นิ่วทอนซิลมักก่อให้เกิดการระคายเคืองและเจ็บคอ หากนิ่วเกิดขึ้นร่วมกับทอนซิลอักเสบอาจยากสำหรับการวินิจฉัยว่าการเจ็บคอนั้นเกิดจากการติดเชื้อของทอนซิลหรือนิ่วทอนซิล
  • การกลืนอาหารลำบาก มักขึ้นอยู่กับตำแหน่งและขนาดของนิ่ว เว็บสล็อต ซึ่งอาจสร้างความยากลำบากหรือความเจ็บปวดระหว่างการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มได้
  • มีก้อนสีขาว นิ่วทอนซิลมองเห็นได้บริเวณหลังช่องคอ แต่บ่อยครั้งที่นิ่วมักซ่อนตัวอยู่ในต่อมทอนซิล จึงทำให้ยากต่อการมองเห็น  ในบางกรณีอาจใช้การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือการสร้างภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อช่วยในการวินิจฉัย
  • ทอนซิลบวม การอักเสบจากการติดเชื้อหรือนิ่วจับตัวแข็งเป็นก้อนอาจทำให้ต่อมทอนซิลมีขนาดใหญ่และบวมขึ้น
  • เจ็บบริเวณหู นิ่วทอนซิลเกิดขึ้นได้ทุกบริเวณของต่อมทอนซิลและอาจทำให้เจ็บหู ซึ่งเป็นผลจากการอักเสบของทางเดินประสาทร่วมระหว่างหูและต่อมทอนซิล

ขี้ทอนซิล สาเหตุของกลิ่นปาก

สาเหตุของนิ่วทอนซิล

นักวิจัยสันนิษฐานว่าผู้ที่มีอาการทอนซิลอักเสบหลายครั้งมีความเสี่ยงสูงในการเกิดนิ่วทอนซิล เนื่องจากการติดเชื้อของทอนซิลทำให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อส่วนเกินมากขึ้น และเนื้อเยื่อเหล่านี้อาจก่อตัวเป็นซอกและร่องในต่อมทอนซิน จึงทำให้เซลล์ที่ตายแล้ว น้ำลาย และเศษอาหารต่าง ๆ ติดอยู่จนเกิดการรวมตัวของแบคทีเรียและเชื้อราที่ส่งกลิ่นเหม็น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะค่อย ๆ จับตัวกันเป็นก้อนแข็งที่เรียกว่านิ่ว ผู้ป่วยบางรายอาจมีนิ่วทอนซิลเพียง 1 ก้อน ในขณะที่รายอื่น ๆ อาจมีนิ่วทอนซิลก้อนเล็ก ๆ จำนวนมาก ซึ่งสาเหตุของนิ่วทอนซิลเกิดจาก

  • การรักษาความสะอาดช่องปากที่ไม่เพียงพอ
  • ต่อมทอนซิลที่มีขนาดใหญ่
  • ปัญหาไซนัสเรื้อรัง

การวินิจฉัยนิ่วทอนซิล

แพทย์มักวินิจฉัยนิ่วทอนซิลโดยการใช้มือตรวจในช่องคอ และบางกรณีอาจใช้ภาพเอกซเรย์ (X-Ray) หรือภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เพื่อยืนยันผลการวินิจฉัย

การรักษานิ่วทอนซิล

ปกติแล้วผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาใด ๆ แต่หากนิ่วทอนซิลมีขนาดใหญ่หรือมีอาการต่าง ๆ ร่วมด้วย เช่น เจ็บคอ มีกลิ่นปาก ต่อมทอนซิลบวมอักเสบ หรือปัญหาในการกลืนอาหาร ผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องรักษานิ่วทอนซิล

การรักษานิ่วทอนซิลทำได้ดังนี้

  • การรักษาด้วยตนเอง
    • การบ้วนปาก การบ้วนปากด้วยน้ำเกลือ โดยใช้เกลือประมาณ ½ ถึง ¼ ต่อน้ำอุ่นประมาณ 230 มิลลิลิตรจะช่วยลดการระคายเคืองในช่องคอและอาจช่วยให้นิ่วทอนซิลหลุดออกได้
    • การไอ การไอแรง ๆ เพียงหนึ่งครั้งอาจทำให้นิ่วทอนซิลหลุดออก
    • การใช้เครื่องมือ อาจต้องปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เครื่องมือในการแคะนิ่วออกด้วยตนเอง เช่น สำลีก้านหรือแปรงสีฟัน เนื่องจากต่อมทอนซิลมีเนื้อเยื่อที่บอบบางจึงอาจทำให้เกิดความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนได้
  • การรักษาด้วยกระบวนการทางการแพทย์
    • การผ่าตัดด้วยเลเซอร์ (Laser Tonsil Cryptolysisกระบวนการนี้จะใช้เลเซอร์เพื่อกำจัดเนื้อเยื่อบริเวณที่มีนิ่วทอนซิลโดยใช้การวางยาชาเฉพาะที่ การผ่าตัดชนิดนี้ทำให้ต่อมทอนซิลเกิดการระคายเคืองและต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัวเล็กน้อย
    • การผ่าตัดแบบโคเบลชั่น (Coblation Cryptolysisการผ่าตัดชนิดนี้จะใช้คลื่นรังสีในการเปลี่ยนสารละลายกลุ่มโซเดียมให้เป็นไอออน เพื่อช่วยในการตัดเนื้อเยื่อ ซึ่งคล้ายกับการผ่าตัดด้วยเลเซอร์ แต่การผ่าตัดชนิดนี้จะไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกระคายเคืองดังที่เกิดขึ้นในการใช้เลเซอร์
    • การผ่าตัดต่อมทอนซิล (Tonsillectomyการผ่าตัดต่อมทอนซิลทำได้หลายวิธีทั้งโดยการใช้มีด เลเซอร์ หรือเครื่องโคเบลชั่น (Coblation Device) แพทย์มักเลือกใช้การผ่าตัดต่อมทอนซิลสำหรับกรณีที่อาการรุนแรง เรื้อรัง หรือรักษาไม่หายขาดเท่านั้น
    • การใช้ยาปฏิชีวนะ ในบางกรณีจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาเพื่อช่วยลดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการเกิดและเติบโตของนิ่ว อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะในระยะยาว เนื่องจากยาประเภทนี้ไม่สามารถรักษาต้นเหตุของการเกิดนิ่วทอนซิลได้และอาจมีผลข้างเคียง

สำหรับคนที่มีอาการทอนซิลอักเสบเรื้อรัง วิธีการเดียวที่จะช่วยป้องกันนิ่วทอนซิลได้คือการผ่าตัดต่อมทอนซิล (Tonsillectomy) โดยการนำเนื้อเยื่อของทอนซิลออกทั้งหมดเพื่อลดการก่อตัวของนิ่ว วิธีการนี้ต่างจากการผ่าตัดนิ่วทอนซิลชนิดอื่นๆ เนื่องจากแพทย์ต้องวางยาสลบผู้ป่วย และผู้ป่วยจะมีอาการกลืนอาหารลำบากและเจ็บคอประมาณ 3-4 วันภายหลังการผ่าตัด โดยระยะเวลาในการฟื้นตัวหลังผ่าตัดจะมีความแตกต่างกันไป ซึ่งอาจใช้เวลาตั้งแต่ 10 วันไปจนถึงสองสัปดาห์ขึ้นอยู่กับปริมาณเนื้อเยื่อที่เอาออกและร่องรอยจากการผ่าตัด

ภาวะแทรกซ้อนของนิ่วทอนซิล

โดยทั่วไปแล้วนิ่วทอนซิลมักไม่มีภาวะแทรกซ้อนใด ๆ แต่การแคะหรือดัน นิ่วทอนซิล ออกด้วยตนเองโดยการใช้สำลีก้านหรือแปรงสีฟันอาจทำลายต่อมทอนซิลได้ นิ่วที่ทำให้ต่อมทอนซิลติดเชื้อจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออก ติดเชื้อ เป็นต้น

การป้องกันนิ่วทอนซิล

สำหรับคนทั่วไปมีวิธีป้องกันที่ปฏิบัติได้ด้วยตนเอง ดังนี้

  • ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ
  • หลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะ ช้อนส้อม และแปรงสีฟันร่วมกับผู้มีอาการทอนซิลอักเสบ
  • ดูแลสุขภาพช่องปากให้สะอาดอยู่เสมอ โดยการแปรงฟันและเน้นการแปรงที่บริเวณหลังลิ้น
  • งดสูบบุหรี่
  • บ้วนปากด้วยน้ำเกลือ วิธีนี้จะช่วยลดการก่อตัวของนิ่วและกลิ่นปาก
  • ดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมตามความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน
  • ปรึกษาแพทย์เมื่อพบความผิดปกติของต่อมทอนซิล
การตรวจภาพรังสีเต้านม

ตรวจเต้านมด้วยแมมโมแกรม (Mammogram)

แมมโมแกรม เป็นเครื่องที่ใช้ในการตรวจภาพรังสีเต้านมโดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยให้มองเห็นรายละเอียดภายในเนื้อเต้านมได้ชัดเจนขึ้น หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า การเอกซเรย์เต้านม

การตรวจแมมโมแกรมใช้ในกรณีใด ?

การตรวจแมมโมแกรมเป็นการตรวจหาโรคมะเร็งเต้านมในผู้หญิง โดยจะมีการถ่ายภาพเอกซเรย์เต้านมด้านละ 2 รูป หรืออาจเป็น 1 รูปแล้วแต่กรณี ซึ่งฟิล์มเอกซเรย์ที่ออกมาจะสามารถแสดงให้เห็นถึงความผิดปกติภายในเต้านม เช่น ก้อนเนื้อหรือแม้แต่หินปูนขนาดเล็กที่อาจเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งเต้านม

การตรวจแมมโมแกรมสามารถตรวจได้ทั้งผู้หญิงที่มีอาการหรือไม่มีอาการของโรค หากเป็นการตรวจในผู้ที่ไม่มีอาการจะเป็นการตรวจเฝ้าระวัง โรคมะเร็งเต้านม (Screening Mammogram) แต่หากตรวจในผู้ที่มีอาการผิดปกติเกิดขึ้น เช่น คลำเจอก้อนที่เต้านม เจ็บบริเวณเต้านม เนื้อเต้านมหนาตัวขึ้นผิดปกติ มีของเหลวไหลออกจากหัวนม ลักษณะหรือขนาดเต้านมเปลี่ยนแปลงไป จะเป็นการตรวจวินิจฉัยโรค เพื่อค้นหาสาเหตุของก้อนเนื้อหรือความปกติที่พบว่าเป็นมะเร็งจริงหรือไม่ เพราะสัญญาณเหล่านี้ไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าเป็นโรคมะเร็งเต้านม นอกจากนี้ยังสามารถใช้ในการตรวจเต้านมของผู้ที่มีการเสริมหน้าอก ซึ่งอาจตรวจเต้านมด้วยวิธีการคลำได้ลำบาก

การตรวจหามะเร็งเต้านมระยะเริ่มแรก

การตรวจวินิจฉัยโรคมักจะใช้เวลานานกว่าการตรวจคัดกรองโรค เพราะต้องมีการถ่ายภาพทางรังสีมากขึ้น เพื่อให้มองเห็นเต้านมจากหลายมุมหรืออาจถ่ายภาพขยายบริเวณที่น่าสงสัย ซึ่งจะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้อย่างถูกต้องและทำการรักษาในขั้นตอนต่อไปหลังการตรวจพบความผิดปกติภายในเนื้อเยื่อเต้านม

ข้อห้ามในการตรวจแมมโมแกรม

หญิงตั้งครรภ์หรือมีความเป็นไปได้ในการตั้งครรภ์อาจได้รับผลกระทบจากการตรวจแมมโมแกรม เนื่องจากขั้นตอนการตรวจที่ทำให้ร่างกายได้รับรังสี แม้ว่าระดับรังสีจะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ แต่ก็มีโอกาสกระทบต่อการพัฒนาของทารกในครรภ์ จึงควรมีการแจ้งแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ฉายรังสีก่อนทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์

ขั้นตอนการตรวจแมมโมแกรม

ก่อนการตรวจแมมโมแกรม ผู้เข้ารับการตรวจต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ทางโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลเตรียมไว้ให้และถอดเครื่องประดับทุกชนิดออกให้หมด จากนั้นผู้เข้ารับการตรวจยืนหรือนั่งหันหน้าเข้าหาเครื่องเอกซเรย์ตามประเภทของเครื่องตรวจ ซึ่งเจ้าหน้าที่ฉายรังสีจะช่วยจัดท่าทางลำตัว ศีรษะ หรือแขน เพื่อไม่ให้บดบังบริเวณเต้านมที่ต้องการเอกซเรย์ และปรับระดับความสูงของเครื่องให้เหมาะกับเต้านมของผู้เข้ารับการตรวจเมื่อวางลงบนเครื่อง

เครื่องจะค่อย ๆ กดเต้านมจากด้านบนและด้านข้าง โดยในแต่ละครั้งของการกดเต้านมลงบนเครื่องจะใช้เวลาไม่นาน ซึ่งจำเป็นต้องมีการบีบให้เต้านมแนบกับเครื่องมากที่สุด เพื่อช่วยให้รังสีจากเครื่องสามารถผ่านเนื้อเยื่อของเต้านมได้ทั่วถึง โดยจะมีการถ่ายภาพเต้านมทีละข้างก่อนสลับทำกับอีกข้าง ผู้เข้ารับการตรวจควรยืนนิ่ง ๆ ขยับให้น้อยที่สุดในขณะการตรวจ เพราะอาจส่งผลให้การแปลผลคลาดเคลื่อนจากภาพถ่ายที่ไม่ชัดเจนได้ และต้องกลั้นหายใจชั่วครู่ขณะถ่ายภาพของเต้านมแต่ละข้าง แพทย์หรือเจ้าหน้าที่ฉายรังสีอาจให้มีการถ่ายภาพเอกซเรย์ในบางมุมหรือบางจุดเพิ่มเติมในกรณีที่มองเห็นรายละเอียดของเนื้อเยื่อได้ไม่ชัดเจน หรือสงสัยว่าส่วนไหนที่ต้องการเน้นมากเป็นพิเศษ

การเตรียมตัวก่อนการตรวจแมมโมแกรม

ในขั้นแรกควรสอบถามเบื้องต้นกับสถานพยาบาลเกี่ยวกับข้อปฏิบัติพิเศษก่อนการตรวจแมมโมแกรม แต่หลักเกณฑ์ทั่วไปที่ควรจะปฏิบัติตามมีดังนี้

  • ควรหลีกเลี่ยงการตรวจแมมโมแกรมในช่วงสัปดาห์ก่อนที่มีประจำเดือน เพราเป็นช่วงที่หน้าอกคัดตึงและขยาย อาจช่วยให้เจ็บหน้าอกน้อยลงและถ่ายภาพเอกซเรย์เต้านมได้ดีขึ้น
  • ผู้ที่มีการเสริมหน้าอกต้องแจ้งผู้ตรวจล่วงหน้าว่ามีการเสริมหน้าอก
  • ควรแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่สะดวกต่อการถอดเปลี่ยนก่อนการเอกซเรย์บริเวณเต้านม
  • ไม่ควรฉีดน้ำหอม  เว็บสล็อต  ทาโลชั่น แป้ง หรือโรลออนใด ๆ บริเวณระหว่างช่วงแขนลงไปจนถึงหน้าอกก่อนการตรวจแมมโมแกรม ซึ่งอาจทำให้เกิดความคาดเคลื่อนในการถ่ายภาพได้
  • ในกรณีที่มีการตรวจแมมโมแกรมในสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลแห่งใหม่ ควรมีการขอแฟ้มประวัติการตรวจแมมโมแกรมเดิมไปให้แห่งใหม่ เพื่อการเปรียบเทียบผลการตรวจที่แม่นยำ

การดูแลตนเองหลังการตรวจแมมโมแกรม

โดยทั่วไปไม่มีข้อควรระวังในการดูแลตนเองเป็นพิเศษหลังจากการตรวจ แพทย์อาจให้คำแนะนำเพิ่มเติมในบางราย ขึ้นอยู่กับสภาวะของบุคคลนั้น ๆ

การฟังผลหลังการตรวจแมมโมแกรม

การอ่านผลตรวจแมมโมแกรมสามารถทำได้โดยรังสีแพทย์หรือแพทย์ผู้สั่งตรวจ หรือเป็นการทำงานร่วมกันของทั้งสองฝ่าย โดยทั่วไปการตรวจอาจใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนที่ผลจะถูกส่งไปยังแพทย์ผู้ดูแล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น กฎของแต่ละโรงพยาบาล เวลาในการนัดหมาย  หรือผลการตรวจที่ออกมา หากเกิดกรณีที่มีข้อติดขัดเกิดขึ้นบางประการ แพทย์อาจต้องมีการสั่งให้ตรวจอีกครั้งในบางจุดเพิ่มเติมหรือต้องการเน้นเป็นพิเศษ ผู้ที่เข้ารับการตรวจไม่ควรประเมินเอาเองว่าผลการตรวจเป็นปกติ ในกรณีที่ผลการตรวจรอนานเกินไปหรือแพทย์ไม่มีการนัดฟังผล ควรโทรไปสอบถามทางโรงพยาบาลที่เป็นผู้ตรวจ

ผลของการตรวจแมมโมแกรมตามมาตรฐานสากลที่นิยมใช้กันเรียกย่อ ๆ ว่า ไบแรดส์ (Breast Imaging Reporting And Database System: BIRADS) ค่าที่ได้ออกมาเป็นตัวเลขที่แสดงความรุนแรงตามการตรวจพบ แพทย์อาจมีคำแนะนำให้แก่ผู้เข้ารับการตรวจว่าควรปฏิบัติอย่างไรในขั้นตอนต่อไปหากพบว่ามีโอกาสในการเป็นมะเร็งเต้านม ดังนี้

  • ค่าไบแรดส์เป็น 0 หมายถึง ไม่สามารถแปลผลได้ ต้องมีการประเมินผลจากการถ่ายภาพเพิ่มเติม ควรมีการตรวจแมมโมแกรมซ้ำ
  • ค่าไบแรดส์เป็น 1 หมายถึง ไม่พบสิ่งปกติ แต่ควรมีการตรวจประจำทุกปี โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป
  • ค่าไบแรดส์เป็น 2 หมายถึง ตรวจพบก้อนเนื้อหรือสิ่งผิดปกติที่ไม่ใช่มะเร็ง ควรมีการตรวจประจำทุกปี โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป
  • ค่าไบแรดส์เป็น 3 หมายถึง ตรวจพบก้อนเนื้อหรือสิ่งผิดปกติที่อาจจะไม่ใช่มะเร็ง ควรมีการตรวจทุก 6 เดือน เพื่อติดตามผล
  • ค่าไบแรดส์เป็น 4 หมายถึง ตรวจพบก้อนเนื้อหรือสิ่งผิดปกติที่น่าจะเป็นมะเร็ง อาจมีการสั่งตรวจชิ้นเนื้อตัวอย่างว่าเป็นมะเร็งหรือไม่
  • ค่าไบแรดส์เป็น 5 หมายถึง ตรวจพบก้อนเนื้อหรือสิ่งผิดปกติที่น่าจะเป็นมะเร็งได้สูง แพทย์สั่งตรวจชิ้นเนื้อตัวอย่างเพื่อยืนยันว่าก้อนที่พบในเต้านมเป็นมะเร็ง
  • ค่าไบแรดส์เป็น 6 หมายถึง ก้อนเนื้อหรือสิ่งผิดปกตินั้นได้รับการตรวจชิ้นเนื้อว่าเป็นมะเร็ง แพทย์จะทำการรักษาในขั้นตอนต่อไปตามแต่ละสถานการณ์ของบุคคลนั้น

ผลข้างเคียงของการตรวจแมมโมแกรม

ผู้เข้ารับการตรวจแมมโมแกรมอาจรู้สึกเจ็บเล็กน้อยหรืออึดอัดเมื่อเครื่องค่อย ๆ กดเนื้อเต้านมขณะมีการเอกซเรย์ หากรู้สึกเจ็บมากจนไม่สามารถทนได้ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ฉายรังสีให้ช่วยปรับระดับการกดของเครื่องในระดับเท่าที่ผู้เข้ารับการตรวจสามารถทนได้

การตรวจแมมโมแกรมยังอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการได้รับรังสีในการตรวจเอกซเรย์บริเวณเต้านม แม้ว่าจะเป็นปริมาณรังสีที่น้อย โดยเฉพาะผู้หญิงในกลุ่มอายุต่ำกว่า 40 ปี อาจเกิดความเสี่ยงจากการได้รับรังสีสูงกว่าผู้ที่มีอายุมาก อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบความเสี่ยงกับผลประโยชน์ที่ได้รับค่อนข้างเป็นผลดีต่อการตรวจโรคมะเร็งเต้านม เช่น การตรวจแมมโมแกรมอาจทำให้ทราบว่ามีก้อนเนื้อก่อตัวขึ้นในเต้านม ซึ่งอาจเป็นก้อนเนื้อทั่วไปหรือเป็นมะเร็ง ในกรณีที่เป็นมะเร็งจะทำให้แพทย์สามารถผ่าเอาก้อนเนื้อนั้นออกมาตั้งแต่ยังมีขนาดเล็กก่อนเกิดการแพร่กระจายไปยังจุดอื่น และรักษาด้วยวิธีการใช้เคมีบำบัดซึ่งมีความยุ่งยากกว่าเดิม

นอกจากนี้หญิงตั้งครรภ์หรือผู้ที่มีความเป็นไปได้ในการตั้งครรภ์อาจได้รับผลกระทบจากการตรวจแมมโมแกรมได้เช่นกัน เพราะอาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาของทารกในครรภ์ จึงควรมีการแจ้งแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ฉายรังสีก่อนทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของเด็ก

ข้อจำกัดของการตรวจแมมโมแกรม

การตรวจแมมโมแกรมสำหรับผู้หญิงอายุต่ำกว่า 40 ปี อาจเกิดผลคาดเคลื่อนได้สูง เนื่องจากเนื้อเยื่อภายในเต้านมของผู้หญิงอายุน้อยมักจะมีความหนาแน่นมากกว่าผู้หญิงอายุมาก จนทำให้เนื้อเยื่อเต้านมอาจบดบังเนื้อมะเร็งหรือมองเห็นผิดพลาดจากเนื้อดีกลายเป็นมะเร็งได้ แพทย์จึงมักแนะนำให้มีการตรวจด้วยวิธีการอัลตราซาวด์ทดแทนหรือทำควบคู่กับแมมโมแกรม เพื่อให้ชัดเจนขึ้น

นอกจากนี้การตรวจแมมโมแกรมเพื่อช่วยคัดกรองโรคอาจเกิดผลบวกลวงขึ้นได้ ซึ่งหมายถึงผลการตรวจแมมโมแกรมบ่งบอกว่าเป็นมะเร็งเต้านม แต่อันที่จริงผู้เข้ารับการตรวจไม่ได้เป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงอายุน้อยที่มีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ เช่น เคยมีประวัติการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ มีบุคคลในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งเต้านม หรือผู้หญิงที่รับฮอร์โมนเอสโตรเจนเพิ่มเติมในกรณีต่าง ๆ ซึ่งเนื้อเยื่อของเต้านมมีความหนาแน่นสูง ทำให้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นโรคมะเร็งเต้านมจนเกิดความวิตกกังวลมากกว่าปกติ และอาจนำไปสู่การรักษาที่ไม่จำเป็นในขั้นตอนต่อไป ซึ่งการรักษาเหล่านี้จะกินเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นกว่าเดิม รวมไปถึงเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยมากขึ้นจากการรักษา จึงควรมีการวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมในวิธีอื่นเพิ่มเติมหากพบอาการหรือความผิดปกติของเต้านม เช่น อัลตราซาวด์ (Ultrasound) หรือเอ็มอาร์ไอ (MRI)

ระยะเวลาในการพักฟื้น

การตรวจแมมโมแกรมส่วนมากใช้เวลาในการตรวจและถ่ายภาพทางรังสีไม่เกิน 30 นาที โดยรังสีแพทย์ที่ทำการดูแลอาจขอให้ผู้เข้ารับการตรวจรอผลสักครู่หลังการตรวจ เพื่อเช็คคุณภาพของฟิล์มเอกซเรย์ ในบางครั้งอาจต้องมีการถ่ายเพิ่มเติมหากฟิล์มที่ได้มาแสดงผลไม่ชัดเจน หลังจากนั้นก็สามารถกลับบ้านหรือทำกิจกรรมอื่นได้เป็นปกติ โดยไม่ต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาล

ยาเหน็บช่องคลอด

ยาสอด หรือ ยาเหน็บ ท่อปัสสาวะ โดยเป็นรูปแบบการใช้ยาที่มีประสิทธิภาพสูง

ยาสอด หรือยาเหน็บ คือยาที่ใช้สอดเข้าไปในทวารหนัก ช่องคลอด หรือท่อปัสสาวะ โดยเป็นรูปแบบการใช้ยาที่มีประสิทธิภาพสูง นิยมใช้ในกรณีที่ไม่อาจรักษาด้วยยารับประทานหรือการรักษารูปแบบอื่น

ลักษณะของยาสอดหรือยาเหน็บโดยทั่วไปมีทั้งชนิดเม็ดและน้ำ แต่ส่วนใหญ่เป็นยาชนิดเม็ด เว็บสล็อต  ยาสอดดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและออกฤทธิ์ได้เร็วกว่ายาชนิดรับประทาน เนื่องจากยาจะละลายอย่างรวดเร็วและซึมเข้าสู่กระแสเลือดบริเวณใกล้เคียงได้โดยไม่ต้องผ่านกระเพาะอาหาร

ยาสอดที่มีใช้ในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่

  • ยาสอดทวารหนัก (Rectal Suppositories) หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่ายาเหน็บทวารหนัก เป็นยาสอดที่ใช้กับทวารหนักโดยเฉพาะ อาจมีลักษณะกลมหรือคล้ายลูกกระสุน ใช้รักษาโรคต่าง ๆ เช่น โรคภูมิแพ้ โรควิตกกังวล โรคหอบหืด อาการท้องผูก ไข้ แพ้ท้อง คลื่นไส้ อาการเจ็บหรือคันที่ทวารหนัก โรคจิตเภท ไบโพลาร์ ริดสีดวงทวารหนัก เป็นต้น
  • ยาสอดช่องคลอด (Vaginal Suppositories หรือ Pessaries) หรือยาเหน็บช่องคลอด มีลักษณะเป็นรูปไข่ นิยมใช้รักษาอาการติดเชื้อบริเวณช่องคลอด ภาวะช่องคลอดแห้ง หรือใช้คุมกำเนิด
  • ยาสอดท่อปัสสาวะ (Urethral Suppositories) เป็นชนิดที่พบได้ไม่บ่อย ยามีขนาดประมาณเมล็ดข้าว ใช้กับชายที่มีปัญหาเกี่ยวกับสมรรถภาพทางเพศ

ทำไมต้องใช้ยาสอด ?

ยาสอดเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งของการใช้ยา โดยอาจนำมาใช้ในกรณีดังต่อไปนี้

  • ยาเม็ดหรือยาน้ำที่ใช้ สลายตัวในระบบย่อยอาหารเร็วเกินไป
  • ผู้ป่วยกลืนยาเองไม่ได้
  • ผู้ป่วยอาเจียนจนรับประทานยาไม่ได้
  • ยามีรสชาติแย่เกินกว่าจะรับประทานได้ หรือผู้ป่วยไม่ยอมรับประทานยาเอง

ข้อดีและข้อเสียของการใช้ยาสอด

เช่นเดียวกับยาชนิดอื่น ๆ ยาสอดมีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยข้อดีของการใช้ยาสอดคือ

  • ตัวยาถูกดูดซึมได้ง่ายและออกฤทธิ์เร็วกว่ายาชนิดรับประทาน เพราะยาเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง
  • เป็นยาใช้รักษาเฉพาะจุดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะบริเวณทวารหนัก ช่องคลอด หรือระบบสืบพันธุ์ในเพศชาย
  • เป็นยาทางเลือกที่ดี ในกรณีที่ผู้ป่วยรับประทานยาเองไม่ได้

ส่วนข้อเสียของการใช้ยาสอดนั้น ได้แก่

  • ขั้นตอนการสอดยาค่อนข้างยุ่งยาก ผู้ป่วยอาจสอดยาเองไม่ได้ และยาอาจละลายหรือรั่วไหลออกมาจากบริเวณช่องคลอดหรือทวารหนักจนเปื้อนกางเกงชั้นใน
  • ยานี้อาจไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่มีปัญหาสุขภาพบางประการ เช่น มีหัวใจเต้นผิดจังหวะ เคยได้รับการผ่าตัดบริเวณทวารหนักหรือช่องคลอด เคยได้รับการรักษาด้วยรังสีบริเวณช่องคลอด เคยผ่าตัดต่อมลูกหมาก เป็นต้น

วิธีใช้ยาสอดที่ถูกต้อง

ผู้ป่วยหรือผู้ดูแลต้องเรียนรู้วิธีสอดยาที่ถูกต้อง เพราะหากทำผิดวิธี อาจส่งผลให้ยารั่วไหลออกมาหรือยาเสียหายจนใช้การไม่ได้ โดยวิธีสอดยาที่เหมาะสม มีขั้นตอนดังนี้

วิธีใช้ยาสอดทวารหนัก

  • ตรวจสภาพของยาด้วยการบีบเบา ๆ ยาสอดที่ใช้ได้ต้องมีลักษณะแข็ง หากยาไม่แข็งควรนำไปแช่เย็นสักครู่ โดยแช่ทั้งบรรจุภัณฑ์และอย่าให้ยาถูกความชื้น
  • ควรขับถ่ายให้เรียบร้อยก่อนสอดยา
  • ล้างมือด้วยสบู่ แล้วเช็ดมือให้แห้งด้วยผ้าสะอาด
  • ถอดกางเกงออกเพื่อความสะดวกในการสอดยา จากนั้นแกะยาออกจากบรรจุภัณฑ์ หากต้องตัดบรรจุภัณฑ์ควรใช้ใบมีดโกนที่มีคมด้านเดียว และหลังจากใช้แล้วควรทิ้งทันที ไม่นำกลับมาใช้ซ้ำ
  • ชโลมเจลหล่อลื่นที่ส่วนปลายของยาสอด แต่หากไม่มีเจลหล่อลื่น ให้ชโลมน้ำเล็กน้อยบริเวณทวารหนัก
  • เริ่มสอดยาโดยวางเท้าข้างหนึ่งบนเก้าอี้หรือบนชักโครก หากไม่สะดวกอาจนอนตะแคงให้ขาข้างที่อยู่ด้านบนงอขึ้นเล็กน้อย ส่วนขาด้านล่างเหยียดตรงไว้
  • ค่อย ๆ สอดยาเข้าไปในรูทวารหนัก ขณะสอดผู้ป่วยควรผ่อนคลาย เพื่อให้ยาเข้าไปได้ง่ายขึ้น และสอดให้ลึกพอสมควร หากเป็นผู้ใหญ่ควรสอดยาลึกประมาณ 0.5-1 นิ้ว ส่วนทารกนั้นควรสอดยาลึกประมาณ 0.5 นิ้ว
  • นั่งลง หรือนอนในท่าเดิมอย่างน้อย 15 นาที เพื่อให้ยาเริ่มออกฤทธิ์
  • ทิ้งบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วลงในถังขยะ และล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่

ยาสอด

วิธีใช้ยาสอดช่องคลอด

  • ล้างทำความ สะอาดบริเวณช่องคลอด และล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่อ่อน ๆ จากนั้นใช้ผ้าสะอาดเช็ดให้แห้ง
  • อยู่ในท่าเตรียมพร้อมสอดยาด้วยการนอนหงาย งอเข่าขึ้น และแยกเท้าออกจากกันเล็กน้อย
  • ค่อย ๆ สอดเม็ดยาเข้าไปในช่องคลอด และใช้นิ้วดันยาให้ลึกเข้าไป เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนการสอดยา

วิธีใช้ยาสอดท่อปัสสาวะ

  • ปัสสาวะให้เรียบร้อยก่อนใช้ยา
  • ใส่ยาเข้าไปในอุปกรณ์ช่วยสอดยา
  • จับอวัยวะเพศชายให้ยืดตรง เพื่อให้ช่องทางปัสสาวะเปิดออก จากนั้นใส่อุปกรณ์ช่วยสอดยาเข้าไปภายในท่อปัสสาวะ
  • ดันส่วนปลายของแท่งสอดยาเข้าไปจนสุดแล้วค้างไว้ประมาณ 5 วินาที
  • สะบัดแท่งสอดยาเพื่อให้ยาเข้าไปภายในท่อปัสสาวะจนหมด
  • นำที่ช่วยสอดยาออก เมื่อแน่ใจว่าไม่มียาตกค้างอยู่แล้ว แล้วนวดบริเวณอวัยวะเพศอย่างน้อย 10 วินาที เพื่อให้ยาดูดซึมได้ดีขึ้น

ปัญหาจากการใช้ยาสอด

แม้การใช้ยาสอดจะค่อนข้างปลอดภัย แต่บางครั้งก็อาจพบปัญหาเล็ก ๆ น้อยได้เช่นกัน โดยตัวยาอาจรั่วไหลออกมาจากบริเวณช่องคลอดหรือทวารหนักจนเปื้อนกางเกงหรือที่นอนได้ ผู้ป่วยอาจต้องใส่ผ้าอนามัยแบบแผ่นหรือใช้ผ้ายางรองการรั่วไหลของยา

ทั้งนี้ การใช้ยาสอดอาจไม่เหมาะสำหรับทุกคน เพราะผู้ป่วยบางรายมีการดูดซึมยาบริเวณทวารหนัก ช่องคลอด หรือทางเดินปัสสาวะไม่ดีพอ ซึ่งในกรณีนี้อาจต้องเปลี่ยนไปใช้ยารูปแบบอื่นแทน เช่น ยารับประทาน ยาฉีด เป็นต้น นอกจากนี้ ตัวยายังอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองบริเวณที่สอดยาเข้าไป หากรู้สึกเจ็บบริเวณที่ต้องสอดยาติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ ควรปรึกษาแพทย์

ผลข้างเคียงจากการใช้ยาสอด

เนื่องจากยาสอดนั้นเข้าสู่ร่างกายโดยตรงและเกิดการดูดซึมทันที จึงอาจมีผลข้างเคียงจากการใช้ โดยยาสอดแต่ละชนิดมีผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนี้

  • ยาสอดทวารหนัก อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือแสบร้อนบริเวณทวารหนัก รวมถึงอาการปวดเกร็งท้องหรืออึดอัดท้อง ในกรณีที่รุนแรง ผู้ป่วยอาจปวดท้องอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง อุจจาระเป็นเลือด เลือดออกทางทวารหนัก หรือมีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้ เช่น ท้องเสียเรื้อรัง ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรงและเป็นอันตรายต่อผู้ป่วย หากมีอาการรุนแรงเหล่านี้ ควรรีบไปพบแพทย์
  • ยาสอดช่องคลอด อาจมีผลข้างเคียงเป็นอาการคันหรือแสบร้อนบริเวณช่องคลอด และรู้สึกระคายเคือง รวมถึงอาการปวดท้องหรือคลื่นไส้ ซึ่งหากมีอาการรุนแรงขึ้น ควรไปพบแพทย์ทันที
  • ยาสอดท่อปัสสาวะ การใช้ยานี้อาจส่งผลให้รู้สึกเจ็บหรือมีเลือดออกจากอวัยวะเพศ วิงเวียนศีรษะ หัวใจเต้นเร็ว มีอาการบวมผิดปกติ โดยเฉพาะบริเวณขา ซึ่งหากเป็นอย่างต่อเนื่องหรือรุนแรง ควรไปพบแพทย์โดยด่วน นอกจากนี้ หากมีเพศสัมพันธ์ขณะยังมียาตกค้างอยู่ อาจทำให้ฝ่ายหญิงเกิดการระคายเคืองภายในช่องคลอด แต่กรณีนี้อาจป้องกันได้ด้วยการใช้เจลหล่อลื่น

ทั้งนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการแพ้ยาชนิดนี้ แต่มักพบได้น้อย อย่างไรก็ตาม หากมีสัญญาณของการแพ้ยา เช่น มีผื่นขึ้น คัน ใบหน้า ลิ้น และคอบวม เวียนศีรษะอย่างรุนแรง หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

สตรีมีครรภ์ใช้ยาสอดได้หรือไม่ ?

แพทย์จะใช้ยาสอดกับหญิงตั้งครรภ์ในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น เนื่องจากการใช้ยาใด ๆ ในระหว่างตั้งครรภ์มีความเสี่ยงสูง โดยอาจพิจารณาให้ใช้ยาสอดในกรณีต่อไปนี้

  • รักษาอาการท้องผูก หากการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ ใช้ไม่ได้ผลเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม การใช้ยาสอดระหว่างตั้งครรภ์ ต้องอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของแพทย์เท่านั้น
  • เร่งการคลอด คุณแม่บางรายอาจต้องใช้วิธีต่าง ๆ เพื่อช่วยเร่งการคลอด โดยการใช้ยาสอดเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยได้ ทั้งนี้ แพทย์จะตัดสินใจใช้ยาสอดเพื่อเร่งการคลอดหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับสุขภาพของแม่และเด็กเป็นสำคัญ
ริดสีดวงจมูก

ริดสีดวงจมูก การเจริญเติบโตที่ผิดปกติของเยื่อบุโพรงจมูก

ริดสีดวงจมูก (Nasal Polyp)  คือ การเจริญเติบโตที่ผิดปกติของเยื่อบุโพรงจมูกหรือโพรงไซนัส แต่ไม่ใช่มะเร็ง มีลักษณะเหมือนหยดน้ำหรือเมล็ดองุ่น เกิดขึ้นที่บริเวณโพรงจมูกหรือโพรงไซนัส อาจมีเพียงก้อนเดียวหรือหลายก้อน เป็นผลมาจากการอักเสบเรื้อรังจากโรคหอบหืด ภูมิแพ้ หรือความผิดปกติของภูมิคุ้มกัน อาจไม่ทำให้เกิดอาการ แต่หากก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่ จะทำให้ผู้ป่วยหายใจลำบาก มีปัญหาในการดมกลิ่น หรือเกิดการติดเชื้อได้ง่าย เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่มักพบได้มากในผู้ใหญ่ที่เป็นเพศชาย

อาการของ ริดสีดวงจมูก

ริดสีดวงจมูกจะเป็นก้อนเนื้อนิ่ม ไม่มีเซลล์มะเร็ง มีลักษณะเหมือนหยดน้ำหรือเมล็ดองุ่น หากมีขนาดเล็กอาจไม่ทำให้รู้สึกถึงก้อนเนื้อและไม่ทำให้เกิดอาการ หากก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่จะไปบังทางเดินหายใจ รวมถึงสามารถพบอาการต่าง ๆ ได้ดังต่อไปนี้

  • น้ำมูกไหล คัดจมูก น้ำมูกลงคอ
  • หายใจลำบาก
  • มีปัญหาในการรับกลิ่นหรือรสชาติ
  • ปวดศีรษะหรือปวดที่บริเวณใบหน้า
  • ปวดฟันบน
  • รู้สึกถึงแรงกดปวดแน่นที่บริเวณใบหน้าและหน้าผาก
  • หยุดหายใจขณะนอนหลับ
  • นอนกรน

ควรไปพบแพทย์หากมีอาการของริดสีดวงจมูกนานกว่า 10 วัน หรือหากพบว่ามีอาการแย่ลง หายใจลำบากมากขึ้น เห็นภาพซ้อน มองไม่ชัด ขยับดวงตาได้น้อยลง มีอาการบวมอย่างรุนแรงที่ดวงตา รวมถึงมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงร่วมกับมีไข้สูง หรือไม่สามารถเอนศีรษะไปด้านหน้าได้ ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน

สาเหตุของริดสีดวงจมูก

ริดสีดวงจมูกเป็นผลมาจากการติดเชื้อและอักเสบของเยื่อบุจมูก เว็บสล็อต  ปัจจุบันยังบอกไม่ได้อย่างชัดเจนว่าริดสีดวงจมูกเกิดจากสาเหตุใด ซึ่งเกิดขึ้นได้กับผู้ป่วยที่ไม่เคยมีประวัติการติดเชื้อที่จมูกมาก่อน แต่มีหลักฐานบางอย่างแสดงให้เห็นว่าในผู้ป่วยริดสีดวงจมูกมีการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันและตัวบ่งชี้ทางเคมีที่แตกต่างจากคนอื่น โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดการติดเชื้อที่เยื่อบุจมูกและพัฒนาไปสู่โรคริดสีดวงจมูกมีดังนี้

  • โรคหอบหืด เป็นสาเหตุการอักเสบของทางเดินหายใจ โดยประมาณร้อยละ 20-40 ของผู้ป่วยริดสีดวงจมูกจะมีอาการของโรคหอบหืดร่วมด้วย
  • การแพ้ยาแอสไพริน หรือยาในกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) ชนิดอื่น ๆ เช่น ไอบูโปรเฟน
  • ไซนัสอักเสบจากเชื้อรา เป็นอาการแพ้เชื้อราในอากาศ
  • โรคทางพันธุกรรม เช่น โรคซีสติกไฟโบรซีส (Cystic Fibrosis) ที่มีความผิดปกติของเยื่อเมือก รวมถึงโพรงจมูกและโพรงไซนัส ทำให้ผลิตเมือกออกมาเหนียวข้นกว่าปกติ
  • โรคหลอดเลือดอักเสบในปอด (Churg-Strauss Syndrome) ซึ่งพบได้น้อยมากในเด็ก

ริดสีดวงจมูก

การวินิจฉัยริดสีดวงจมูก

ริดสีดวงจมูกวินิจฉัยได้โดยแพทย์จะสอบถามเบื้องต้นเกี่ยวกับอาการของผู้ป่วย จากนั้นจะตรวจโพรงจมูกเพื่อหาตำแหน่งและลักษณะของก้อนเนื้อต่อไป โดยอาจมีแนวทางในการวินิจฉัยอื่น ๆ ร่วมด้วย ดังต่อไปนี้

  • การใช้กล้องส่องตรวจในโพรงจมูก (Nasal Endoscopy) โดยใช้เครื่องตรวจที่มีลักษณะเป็นท่อขนาดเล็กและเลนส์ขยายพร้อมไฟส่องสว่างหรือกล้องขนาดเล็ก ส่องเข้าไปที่โพรงจมูกหรือโพรงไซนัส
  • การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อหาขนาดและตำแหน่งที่ชัดเจนของก้อนเนื้อ ประเมินขอบเขตของการอักเสบ ตรวจหาสิ่งกีดขวาง ความผิดปกติของโพรงจมูก รวมถึงชนิดของก้อนเนื้อที่อาจมีเซลล์มะเร็ง
  • การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง หากโรคภูมิแพ้เป็นสาเหตุการอักเสบเรื้อรัง ด้วยการหยดสารก่อภูมิแพ้ที่บริเวณท้องแขนหรือแผ่นหลัง ใช้เข็มสะกิดที่ผิวหนังเบา ๆ และทิ้งไว้ 15 นาทีเพื่อดูอาการแแพ้
  • การตรวจเลือด เพื่อคัดกรองสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดี้ (Antibody) จะทำในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังได้

การรักษาริดสีดวงจมูก

การรักษาริดสีดวงจมูกทำได้ 2 วิธีคือ เริ่มต้นจากการรักษาโดยใช้ยา หากอาการไม่ดีขึ้นแพทย์จะรักษาด้วยวิธีผ่าตัด โดยมีรายละเอียดดังนี้

การรักษาโดยใช้ยา เพื่อทำให้ก้อนเนื้อมีขนาดเล็กลง ลดอาการอักเสบ และบรรเทาอาการ ยาที่ใช้ในการรักษามีด้วยกัน 3 ลักษณะคือ

  • ยาพ่นหรือยาหยอดจมูกคอร์ติโคสเตียรอยด์ รวมถึง ฟลูติคาโซน บูเดโซไนด์ ฟลูนิโซไลด์ โมเมทาโซน ไตรแอมซิโนโลน บีโคลเมทาโซน ยาพ่นจะเริ่มเห็นผลเมื่อใช้อย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 2 สัปดาห์ อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาได้หากใช้ไม่ถูกวิธี เช่น ระคายเคืองจมูก เลือดกำเดาไหล เจ็บคอ เป็นต้น
  • ยารับประทานคอร์ติโคสเตียรอยด์ เช่น เพรดนิโซน อาจรับประทานยาอย่างเดียวหรือร่วมกับการใช้ยาพ่นหรือยาหยอดจมูก ช่วงเวลาของการใช้ยาจะอยู่ที่ประมาณ 5-10 วัน เพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาได้หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น กระดูกพรุน ความดันเลือดสูง เบาหวาน น้ำหนักเพิ่ม เป็นต้น หรืออาจมีการฉีดยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง
  • ยาอื่น ๆ เช่น ยาปฏิชีวนะ หรือยาแอสไพริน เป็นต้น

การรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด แพทย์จะรักษาด้วยวิธีนี้เมื่อการรักษาโดยการใช้ยาไม่ได้ผล แพทย์จะผ่าตัดโพรงจมูกและโพรงไซนัสด้วยกล้องเอ็นโดสโคป (Endoscopic Sinus Surgery) โดยส่องกล้องเข้าไปทางรูจมูกเพื่อหาตำแหน่งของก้อนเนื้อ และผ่าตัดก้อนเนื้อ หลังการผ่าตัดแพทย์จะสังเกตอาการประมาณ 2-3 ชั่วโมง ถ้าไม่พบอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงจากการผ่าตัด ผู้ป่วยกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ แต่การผ่าตัดอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงบางอย่าง เช่น

  • จมูกแห้ง ซึ่งอาการจะดีขึ้นในระยะเวลา 2-3 สัปดาห์
  • เลือดกำเดาไหลเป็นประจำ ซึ่งจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในอนาคต
  • การติดเชื้อที่แผลผ่าตัด ซึ่งรักษาได้ด้วยการรับประทานยาปฏิชีวนะ

หลังการผ่าตัดผู้ป่วยควรใช้ยาพ่นจมูกหรือล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ รวมถึงรับประทานยาแก้แพ้ จะช่วยลดการอักเสบบวม และป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของริดสีดวงจมูกได้

ภาวะแทรกซ้อนของริดสีดวงจมูก

ภาวะแทรกซ้อนของริดสีดวงจมูกเกิดขึ้นได้จากก้อนเนื้อที่ขวางทางเดินหายใจและของเหลว หรือเป็นผลมาจากสาเหตุของการอักเสบเรื้อรัง โดยอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ดังต่อไปนี้

  • ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ ทำให้ผู้ป่วยหยุดหายใจบ่อยขณะนอนหลับ ซึ่งเป็นภาวะที่อันตราย
  • โรคหอบหืดกำเริบ ทำให้โรคหอบหืดกำเริบขึ้นมาอีกครั้งหรือมีอาการที่รุนแรงขึ้นได้
  • การติดเชื้อที่โพรงไซนัส ทำให้ไซนัสอักเสบหรือเรื้อรัง

รวมถึงภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา โดยเฉพาะการผ่าตัด อาจทำให้มีเลือดออกที่จมูก เกิดการติดเชื้อ สูญเสียการรับกลิ่น และร้อยละ 15 ของผู้ป่วยที่รักษาด้วยการผ่าตัดอาจเกิดริดสีดวงจมูกขึ้นซ้ำได้ หรือการรักษาอย่างต่อเนื่องด้วยยาพ่นจมูกที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์หรือรับประทานยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) อาจทำให้ภูมิต้านทานการติดเชื้อที่โพรงไซนัสลดลง ส่งผลให้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

การป้องกันริดสีดวงจมูก

ในการป้องกันริดสีดวงจมูก ทำได้โดยการลดโอกาสเสี่ยงที่จะนำไปสู่การเกิดริดสีดวงจมูกหรือลดการเกิดซ้ำหลังการรักษา โดยมีแนวทางดังนี้

  • ปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัดในการรักษาโรคภูมิแพ้และโรคหอบหืด
  • หลีกเลี่ยงสารที่ทำให้จมูกเกิดการระคายเคืองหรือการอักเสบ เช่น สารก่อภูมิแพ้ ควันบุหรี่ ควันจากสารเคมี ฝุ่นละออง เป็นต้น
  • การรักษาสุขอนามัยที่ดี ด้วยการล้างมือให้สะอาดเป็นประจำ เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุให้เกิดการอักเสบต่าง ๆ
  • เพิ่มความชื้นในอากาศ เพื่อป้องกันการอุดตันและการอักเสบของทางเดินอากาศในจมูก
  • ล้างจมูก โดยใช้น้ำเกลือ เพื่อชะล้างน้ำมูก สารก่อภูมิแพ้ และลดการระคายเคืองของจมูก