Skip to main content
PENICILLIN (เพนิซิลลิน)

PENICILLIN (เพนิซิลลิน) ยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาการติดเชื้อจากแบคทีเรียอย่างแพร่หลาย

Penicillin (เพนิซิลลิน) ยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาการติดเชื้อจากแบคทีเรียอย่างแพร่หลาย อีกทั้งยังเป็นยาปฏิชีวนะที่ถูกนำมาใช้ทางการแพทย์ตั้งแต่แรกเริ่มมาจนถึงปัจจุบัน เดิมทียานี้ได้มาจากเชื้อราเพนิซิลเลียม  (Penicillium) นับแต่นั้นก็มียา Penicillin ตัวอื่นพัฒนาขึ้นมา เช่น Penicillin G (เพนิซิลลิน จี) หรือ Penicillin V (เพนิซิลลิน วี) ส่วนยาปฏิชีวนะอื่นที่มีส่วนผสมของ Penicillin ได้แก่ อะม็อกซี่ซิลลิน (Amoxicillin) แอมพิซิลลิน (Ampicillin) ฟลูคลอกซาซิลลิน (Flucolxacillin) ซึ่งจัดเป็นยาเพนิซิลลินกึ่งสังเคราะห์ Penicillin แต่ละชนิดไม่สามารถใช้รักษาอาการป่วยแทนกันได้ นอกจากนี้ Penicillin บางชนิดอาจใช้รักษาอาการป่วยหรือภาวะที่นอกเหนือไปจากข้อความสรรพคุณที่ระบุบนฉลากยา ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ อย่างไรก็ตาม Penicillin ไม่สามารถใช้รักษาอาการเป็นไข้ โรคหวัด หรือโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส

กลุ่มยา Penicillin สามารถแบ่งชนิดได้ ดังนี้

  • อะมิโนเพนิซิลลิน (Aminopenicillins) คือกลุ่มยาเพนนิซิลินที่มีโครงสร้างของเบต้าแลคแตม (Beta-Lactam) มีฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการสร้างผนังเซลล์ของเชื้อแบคทีเรีย โดยมีฤทธิ์เหมือน Penicillin แต่มีสรรพคุณครอบคลุมเชื้อได้มากกว่า อะมิโนเพนิซิลลินสามารถรักษาการติดเชื้อของแบคทีเรียชนิดแกรมบวกและแกรมลบ เช่น เชื้ออีโคไล (Escherichia Coli, E. Coli) หรือเชื้อฮีโมฟิลุสอินฟลูเอนเซ (Haemophilus Influenzae) ใช้รักษาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนและส่วนล่าง ทางเดินปัสสาวะอักเสบ ผิวหนังอักเสบ และอื่น ๆ ยาที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ เช่น อะม็อกซี่ซิลลิน (Amoxicillin) แอมพิซิลลิน (Ampicillin)
  • แอนตี้ซูโดโมนอล เพนิซิลลิน (Antipsudo Penicillins) คือยาต้านจุลชีพที่มีสรรพคุณใช้รักษาการติดเชื้อซูโดโมนาส โดยยานี้มีฤทธิ์ในการรรักษาเหมือนเพนิซิลินและอะมิโนเพนิซิลลิน รวมทั้งต้านเชื้อซูโดโมนาส (Pseudomanas) เอนทีโรค็อกคัส (Enterococcus) และเคลบซิลลา (Klebsiella)  ยา Penicillin ชนิดนี้ เช่น ยาพิเพอราซิลลิน (Piperacillin)
  • สารยับยั้งเบต้าแลคแทม (Beta-Lactamase Inhibitors) คือยาที่มีเบต้าแลคแทมเป็นส่วนประกอบ ใช้ยับยั้งการสังเคราะห์ผนังเซลล์ของแบคทีเรีย รวมทั้งมีส่วนผสมของสารที่ช่วยกำจัดการสร้างเอนไซม์เบต้าแลคแทมเมส เนื่องจากแบคทีเรียบางสายพันธุ์จะสร้างเอนไซม์เบต้าแลคแทมเมสขึ้นมาต้านยาฆ่าเชื้อ  เว็บสล็อต  ทำให้เกิดอาการดื้อยา การใช้ยาปฏิชีวนะให้ได้ผลและเลี่ยงอาการดื้อยานั้น จึงมักใช้คู่กับสารยับยั้งเบต้าแลคแทมเมสเพื่อยับยั้งการทำงานของเอนไซม์เบต้าแลคแทมเมส นับเป็นสรรพคุณที่นอกเหนือไปจากใช้ฆ่าแบคทีเรีย โดยยาที่มีสารยับยั้งเบต้าแลคแทมเมส ได้แก่ อะม็อกซี่ซิลลินผสมคลาวูลาเนท (Clavulanate) พิเพอราลินผสมทาโซแบคแทม (Tazobactam) และแอมพิซิลลินผสมซุลแบคแทม (Sulbactam)
  • Penicillin ที่ได้จากธรรมชาติ (Natural Penicillins) คือยาปฏิชีวนะตัวแรกที่ใช้ในทางการแพทย์ โดยยานี้มีส่วนประกอบหลักมาจากโครงสร้างเพนิซิลลิน จี (Penicillin G) ซึ่งใช้ยับยั้งการสังเคราะห์ผนังเซลล์ของแบคทีเรียและกำจัดแบคทีเรีย ยาชนิดนี้ใช้ต้านเชื้อแบคทีเรียชนิดแกรมบวกและแกรมลบได้ Pencillin ที่ได้จากธรรมชาติ ประกอบด้วย Pencillin G  (เพนิซิลลิน จี) Penicillin V (เพนิซิลลิน วี) โปรเคนเพนิซิลลลิน (Procaine Penicillin) และเบนซาธีน เพนิซิลลิน จี (Benzathine Penicillin G)
  • Penicillin ที่ทนการถูกทำลายของเพนนิซิลลิเนส (Penicillinase Resistant Penicillins) คือยาปฏิชีวนะที่ไม่ถูกเอนไซม์เพนิซิลลิเนสทำลาย แบคทีเรียบางอย่างจะผลิตเอนไซม์เพนิซิลลิเนสขึ้นมาทำลายเบต้าแลคแทมในยาปฏิชีวนะ ทำให้ตัวยาใช้ไม่ได้ผล ยานี้จะใช้รักษาการดื้อยาของเชื้อสแตฟิโลค็อกคัส (Staphylococci) และการติดเชื้ออื่น ๆ ยาที่อยู่ในกลุ่มนี้ เช่น คลอกซาซิลลิน (Cloxacillin) ไดคลอกซาซิลลิน (Dicloxacillin) ออกซาซิลลิน (Oxacillin) หรือเมธิซิลลิน (Methicillin)

เกี่ยวกับยา Penicillin

กลุ่มยา ยาปฏิชีวนะ
ประเภทยา ยาตามใบสั่งแพทย์
สรรพคุณ รักษาการติดเชื้อจากแบคทีเรีย
กลุ่มผู้ป่วย ทารก เด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่
รูปแบบของยา ยารับประทานและยาสำหรับฉีด (ขึ้นอยู่กับชนิดของยา)

คำเตือนการใช้ยา Penicillin

  • ผลข้างเคียงที่สำคัญที่สุดของ Penicillin คือเกิดภาวะภูมิแพ้ ซึ่งอาจเกิดผื่นหรือเกิดอาการแพ้รุนแรงอย่างเฉียบพลัน ผู้ป่วยที่แพ้ยา Penicillin ตัวใดตัวหนึ่งจะเกิดอาการแพ้ยา Penicillin ตัวอื่นทั้งหมด นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่แพ้ยา Penicillin ร้อยละ 5-10 อาจเกิดอาการแพ้ยาเซฟาโลสปอริน (Cephalosporins) ร่วมด้วย
  • สตรีที่ให้นมบุตรและใช้ยานี้อาจทำให้ทารกท้องร่วง ติดเชื้อจากเชื้อรา และผื่นขึ้น เนื่องจากบุตรได้รับสารจากตัวยาซึ่งซึมอยู่ในน้ำนมมารดา
  • ยา Penicillin อาจส่งผลต่อการตรวจน้ำตาลในปัสสาวะของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ทำให้ผลตรวจที่ออกมาคลาดเคลื่อน ผู้ป่วยควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับยาที่รับประทานเป็นประจำและควรปรึกษาแพทย์ก่อนเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารหรือปริมาณการใช้ยารักษาเบาหวาน
  • ผู้ป่วยโรคไตหรือตับสามารถใช้ยา Penicillin ได้อย่างปลอดภัย แต่จำเป็นต้องได้รับยาในปริมาณที่เหมาะสม
  • ผู้หญิงที่ใช้ยาคุมกำเนิดแบบรับประทานหรือผู้ป่วยที่ใช้ยาลดอาการอักเสบ ยาแอสไพริน (Aspirin) ยาโปรเบเนสิด (Probenecid) ควรใช้ยา Penicillin อย่างระมัดระวัง โดยตัวยาของยาลดอาการอักเสบและ Penicillin อาจทำปฎิกิริยากัน ทำให้ระดับยาเพนิซิลินสูงขึ้นกว่าปกติเกิดเป็นพิษต่อร่างกายได้ ส่วนผู้ที่รับประทานยาคุมอาจใช้การคุมกำเนิดวิธีอื่นร่วมด้วย เนื่องจากยา Penicillin จะลดประสิทธิภาพของยาคุม
  • Penicillin แต่ละชนิดจะปรากฏผลข้างเคียงที่แตกต่างกัน ผู้ป่วยจึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือข้อบ่งชี้ในการใช้ยาก่อนทุกครั้ง

เพนิซิลลิน ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

ปริมาณการใช้ยา Penicillin

ปริมาณการใช้ยา Penicillin แต่ละชนิดจะแตกต่างกันไป ผู้ป่วยต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ในการใช้ยาหรือตามที่ระบุไว้บนฉลากยาอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ จำนวนหรือปริมาณยาที่ผู้ป่วยใช้ก็ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของตัวยา ส่วนจำนวนยาที่ใช้ในแต่ละวัน ระยะห่างในการใช้ยา และระยะเวลาในการใช้ยานั้น ก็ขึ้นอยู่กับปัญหาสุขภาพของผู้ป่วย

การใช้ยา Penicillin

ส่วนใหญ่แล้ว การรับประทานยา Penicillin หลังมื้ออาหารจะช่วยให้ดูดซึมได้ดี นอกจากนี้  ยา Penicillin บางตัวรับประทานตอนท้องว่างจะดูดซึมได้ดีกว่า โดยรับประทานยาก่อนอาหารครึ่งถึง 1 ชั่วโมง ตามที่แพทย์ เภสัชกร หรือฉลากยาแนะนำ สำหรับผู้ที่รับประทานยา Penicillin G ไม่ควรดื่มน้ำส้ม น้ำองุ่น หรือน้ำผลไม้และเครื่องดื่มที่มีกรดภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากรับประทานยาเข้าไป เนื่องจากเครื่องดื่มดังกล่าวจะลดประสิทธิภาพของยา ส่วนผู้ที่รับประทานอะม็อกซี่ซิลลินแบบน้ำ สามารถผสมกับนม น้ำผลไม้ น้ำขิงแดง หรือเครื่องดื่มอื่น ๆ เพื่อดื่มได้ และควรดื่มให้หมดทันที

ทั้งนี้ ผู้ป่วยควรอ่านฉลากยาหรือปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด อย่างไรก็ตาม ยา Penicillin บางชนิด มีรายละเอียดการใช้ยา ดังนี้

  • อะมิโนเพนิซิลลิน (Aminopenicillins) ยาในกลุ่มนี้ไม่ถูกกรดไฮโดรไลซิส (Acid Hydrolysis) ทำลาย จึงสามารถรับประทานได้ อย่างไรก็ดี ยาชนิดนี้อาจเกิดกรดดังกล่าวที่มาจากเบต้าแลคแทม  ผู้ป่วยจึงควรรับประทานควบคู่กับสารยับยั้งเบต้าแลคแทม
  • แอนตี้ซูโดโมนอล เพนิซิลลิน (Antipsudomonal Penicillins) ผู้ป่วยมักรับประทานยานี้ร่วมกับสารยับยั้งเบต้าแลคแทม เนื่องจากตัวยาอาจเกิดกรดไฮโดรไลซิสที่มาจากเบต้าแลคแทมเช่นเดียวกับ Penicillin ตัวอื่น ซึ่งส่งผลให้เชื้อสแตฟิค็อกคัส แบคทีเรียชนิดแกรมลบบางตัว และเบต้าแลคแทมที่ผลิตแบคทีเรียชนิดแกรมบวก ไม่ถูกต่อต้านอย่างต่อเนื่อง
  • สารยับยั้งเบต้าแลคแทม (Beta-Lactamase Inhibitors) Penicillin ชนิดนี้มักใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะที่มีเบต้าแลคแทมตัวอื่น ๆ เพื่อช่วยยับยั้งเอนไซม์ดังกล่าวไม่ให้ทำลายประสิทธิภาพของยาจนนำไปสู่การดื้อยา

นอกจากนี้ ผู้ป่วยควรรับประทานยาให้ครบเพื่อรักษาอาการของโรคให้หายขาด ไม่ควรหยุดรับประทานยาแม้อาการจะดีขึ้นมาได้ 2-3 วันก็ตาม ผู้ที่ได้รับเชื้อเสตรป (Strep) ควรรับประทานยาติดต่อกันอย่างน้อย 7-10 วัน ทั้งนี้ ผู้ป่วยอาจมีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับหัวใจภายหลังหากไม่ได้รับการรักษาให้หายขาด และหากหยุดการใช้ยาเร็วเกินไป อาการของโรคก็อาจกลับมากำเริบได้

ผลข้างเคียงจากการใช้ยา Penicillin

แม้ผลข้างเคียงจากการใช้ยา Penicillin อาจไม่ได้เกิดขึ้นครบทุกอาการ แต่หากผู้ป่วยเกิดอาการใดอาการหนึ่ง ควรไปพบแพทย์ทันที โดยสามารถแบ่งตามระดับความผิดปกติของอาการที่เกิดขึ้น ดังนี้

  • อาการของผลข้างเคียงที่ผิดปกติ ผู้ป่วยควรหยุดใช้ยาและพบแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที หากเกิดอาการต่อไปนี้
    • หายใจเร็ว
    • มีไข้
    • เจ็บที่ข้อต่อ
    • เวียนศีรษะและเป็นลม
    • หน้าหรือหนังตาบวม
    • ผิวแดงและเป็นขุย
    • หายใจสั้น
    • มีผื่นหรือลมพิษขึ้นบนผิวหนัง  รวมทั้งเกิดอาการคันร่วมด้วย
  • อาการของผลข้างเคียงที่พบได้ทั่วไป ผลข้างเคียงเหล่านี้อาจหายไปเองขณะที่ร่างกายปรับตัวให้เข้ากับยาที่ใช้รักษา ทั้งนี้ แพทย์จะแนะนำวิธีป้องกันหรือวิธีช่วยลดผลข้างเคียงดังกล่าว โดยผลข้างเคียงจากการใช้ Penicillin ที่พบได้ทั่วไป ได้แก่
    • ท้องร่วงอ่อน ๆ
    • ปวดศีรษะ
    • เป็นแผลในปากและลิ้น
    • คันช่องคลอดและมีตกขาว
    • ฝ้าขาวในปากหรือลิ้น
  • อาการของผลข้างเคียงที่พบได้น้อยมาก ควรปรึกษาแพทย์ทันทีหากเกิดอาการต่อไปนี้
    • รู้สึกปวดบีบ ๆ บริเวณท้องอย่างรุนแรง
    • รู้สึกเจ็บเหมือนถูกกดที่ท้อง
    • ชัก
    • ปัสสาวะน้อยลง
    • ถ่ายเหลวอย่างรุนแรง หรือถ่ายมีเลือดปนออกมา
    • ตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า
    • คลื่นไส้และอาเจียน
    • เกิดอาการปวดบริเวณที่ฉีดยา
    • เจ็บคอและเป็นไข้
    • มีเลือดออกผิดปกติหรือเกิดรอยช้ำ
    • ตาและผิวมีสีเหลือง
    • กังวลและสับสน
    • เกิดอาการทางจิต เช่น กลัวว่าตัวเองจะตาย หรือเพ้อประสาทหลอน
สาเหตุของนิ่วทอนซิล

นิ่วทอนซิล (Tonsillolith/Tonsil Stones) การรวมตัวของแบคทีเรียและเซลล์ที่ตายแล้ว

นิ่วทอนซิล (Tonsillolith/Tonsil Stones) คือ การรวมตัวของแบคทีเรียและเซลล์ที่ตายแล้ว มีลักษณะเป็นก้อนสีเหลืองหรือสีขาวบริเวณต่อมทอนซิล มีขนาดเท่ากับเมล็ดข้าวหรือเมล็ดถั่ว ยากต่อการมองเห็น นิ่วทอนซิลไม่ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย แต่อาจทำให้เกิดกลิ่นปาก ความระคายเคือง หรือทำให้ต่อมทอนซิลบวมได้

อาการของนิ่วทอนซิล

นิ่วทอนซิลเกิดขึ้นได้ในคนทั่วไป โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาทอนซิลอักเสบเรื้อรัง มักไม่มีอาการรุนแรง แต่อาจเกิดขึ้นร่วมกับอาการต่าง ๆ ต่อไปนี้

  • กลิ่นปาก เป็นองค์ประกอบสำคัญในการบ่งบอกถึงอาการนิ่วทอนซิล ซึ่งอาจแสดงถึงการติดเชื้อด้วยเช่นกัน
  • เจ็บคอ นิ่วทอนซิลมักก่อให้เกิดการระคายเคืองและเจ็บคอ หากนิ่วเกิดขึ้นร่วมกับทอนซิลอักเสบอาจยากสำหรับการวินิจฉัยว่าการเจ็บคอนั้นเกิดจากการติดเชื้อของทอนซิลหรือนิ่วทอนซิล
  • การกลืนอาหารลำบาก มักขึ้นอยู่กับตำแหน่งและขนาดของนิ่ว เว็บสล็อต ซึ่งอาจสร้างความยากลำบากหรือความเจ็บปวดระหว่างการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มได้
  • มีก้อนสีขาว นิ่วทอนซิลมองเห็นได้บริเวณหลังช่องคอ แต่บ่อยครั้งที่นิ่วมักซ่อนตัวอยู่ในต่อมทอนซิล จึงทำให้ยากต่อการมองเห็น  ในบางกรณีอาจใช้การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือการสร้างภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อช่วยในการวินิจฉัย
  • ทอนซิลบวม การอักเสบจากการติดเชื้อหรือนิ่วจับตัวแข็งเป็นก้อนอาจทำให้ต่อมทอนซิลมีขนาดใหญ่และบวมขึ้น
  • เจ็บบริเวณหู นิ่วทอนซิลเกิดขึ้นได้ทุกบริเวณของต่อมทอนซิลและอาจทำให้เจ็บหู ซึ่งเป็นผลจากการอักเสบของทางเดินประสาทร่วมระหว่างหูและต่อมทอนซิล

ขี้ทอนซิล สาเหตุของกลิ่นปาก

สาเหตุของนิ่วทอนซิล

นักวิจัยสันนิษฐานว่าผู้ที่มีอาการทอนซิลอักเสบหลายครั้งมีความเสี่ยงสูงในการเกิดนิ่วทอนซิล เนื่องจากการติดเชื้อของทอนซิลทำให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อส่วนเกินมากขึ้น และเนื้อเยื่อเหล่านี้อาจก่อตัวเป็นซอกและร่องในต่อมทอนซิน จึงทำให้เซลล์ที่ตายแล้ว น้ำลาย และเศษอาหารต่าง ๆ ติดอยู่จนเกิดการรวมตัวของแบคทีเรียและเชื้อราที่ส่งกลิ่นเหม็น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะค่อย ๆ จับตัวกันเป็นก้อนแข็งที่เรียกว่านิ่ว ผู้ป่วยบางรายอาจมีนิ่วทอนซิลเพียง 1 ก้อน ในขณะที่รายอื่น ๆ อาจมีนิ่วทอนซิลก้อนเล็ก ๆ จำนวนมาก ซึ่งสาเหตุของนิ่วทอนซิลเกิดจาก

  • การรักษาความสะอาดช่องปากที่ไม่เพียงพอ
  • ต่อมทอนซิลที่มีขนาดใหญ่
  • ปัญหาไซนัสเรื้อรัง

การวินิจฉัยนิ่วทอนซิล

แพทย์มักวินิจฉัยนิ่วทอนซิลโดยการใช้มือตรวจในช่องคอ และบางกรณีอาจใช้ภาพเอกซเรย์ (X-Ray) หรือภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เพื่อยืนยันผลการวินิจฉัย

การรักษานิ่วทอนซิล

ปกติแล้วผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาใด ๆ แต่หากนิ่วทอนซิลมีขนาดใหญ่หรือมีอาการต่าง ๆ ร่วมด้วย เช่น เจ็บคอ มีกลิ่นปาก ต่อมทอนซิลบวมอักเสบ หรือปัญหาในการกลืนอาหาร ผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องรักษานิ่วทอนซิล

การรักษานิ่วทอนซิลทำได้ดังนี้

  • การรักษาด้วยตนเอง
    • การบ้วนปาก การบ้วนปากด้วยน้ำเกลือ โดยใช้เกลือประมาณ ½ ถึง ¼ ต่อน้ำอุ่นประมาณ 230 มิลลิลิตรจะช่วยลดการระคายเคืองในช่องคอและอาจช่วยให้นิ่วทอนซิลหลุดออกได้
    • การไอ การไอแรง ๆ เพียงหนึ่งครั้งอาจทำให้นิ่วทอนซิลหลุดออก
    • การใช้เครื่องมือ อาจต้องปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เครื่องมือในการแคะนิ่วออกด้วยตนเอง เช่น สำลีก้านหรือแปรงสีฟัน เนื่องจากต่อมทอนซิลมีเนื้อเยื่อที่บอบบางจึงอาจทำให้เกิดความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนได้
  • การรักษาด้วยกระบวนการทางการแพทย์
    • การผ่าตัดด้วยเลเซอร์ (Laser Tonsil Cryptolysisกระบวนการนี้จะใช้เลเซอร์เพื่อกำจัดเนื้อเยื่อบริเวณที่มีนิ่วทอนซิลโดยใช้การวางยาชาเฉพาะที่ การผ่าตัดชนิดนี้ทำให้ต่อมทอนซิลเกิดการระคายเคืองและต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัวเล็กน้อย
    • การผ่าตัดแบบโคเบลชั่น (Coblation Cryptolysisการผ่าตัดชนิดนี้จะใช้คลื่นรังสีในการเปลี่ยนสารละลายกลุ่มโซเดียมให้เป็นไอออน เพื่อช่วยในการตัดเนื้อเยื่อ ซึ่งคล้ายกับการผ่าตัดด้วยเลเซอร์ แต่การผ่าตัดชนิดนี้จะไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกระคายเคืองดังที่เกิดขึ้นในการใช้เลเซอร์
    • การผ่าตัดต่อมทอนซิล (Tonsillectomyการผ่าตัดต่อมทอนซิลทำได้หลายวิธีทั้งโดยการใช้มีด เลเซอร์ หรือเครื่องโคเบลชั่น (Coblation Device) แพทย์มักเลือกใช้การผ่าตัดต่อมทอนซิลสำหรับกรณีที่อาการรุนแรง เรื้อรัง หรือรักษาไม่หายขาดเท่านั้น
    • การใช้ยาปฏิชีวนะ ในบางกรณีจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาเพื่อช่วยลดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการเกิดและเติบโตของนิ่ว อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะในระยะยาว เนื่องจากยาประเภทนี้ไม่สามารถรักษาต้นเหตุของการเกิดนิ่วทอนซิลได้และอาจมีผลข้างเคียง

สำหรับคนที่มีอาการทอนซิลอักเสบเรื้อรัง วิธีการเดียวที่จะช่วยป้องกันนิ่วทอนซิลได้คือการผ่าตัดต่อมทอนซิล (Tonsillectomy) โดยการนำเนื้อเยื่อของทอนซิลออกทั้งหมดเพื่อลดการก่อตัวของนิ่ว วิธีการนี้ต่างจากการผ่าตัดนิ่วทอนซิลชนิดอื่นๆ เนื่องจากแพทย์ต้องวางยาสลบผู้ป่วย และผู้ป่วยจะมีอาการกลืนอาหารลำบากและเจ็บคอประมาณ 3-4 วันภายหลังการผ่าตัด โดยระยะเวลาในการฟื้นตัวหลังผ่าตัดจะมีความแตกต่างกันไป ซึ่งอาจใช้เวลาตั้งแต่ 10 วันไปจนถึงสองสัปดาห์ขึ้นอยู่กับปริมาณเนื้อเยื่อที่เอาออกและร่องรอยจากการผ่าตัด

ภาวะแทรกซ้อนของนิ่วทอนซิล

โดยทั่วไปแล้วนิ่วทอนซิลมักไม่มีภาวะแทรกซ้อนใด ๆ แต่การแคะหรือดัน นิ่วทอนซิล ออกด้วยตนเองโดยการใช้สำลีก้านหรือแปรงสีฟันอาจทำลายต่อมทอนซิลได้ นิ่วที่ทำให้ต่อมทอนซิลติดเชื้อจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออก ติดเชื้อ เป็นต้น

การป้องกันนิ่วทอนซิล

สำหรับคนทั่วไปมีวิธีป้องกันที่ปฏิบัติได้ด้วยตนเอง ดังนี้

  • ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ
  • หลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะ ช้อนส้อม และแปรงสีฟันร่วมกับผู้มีอาการทอนซิลอักเสบ
  • ดูแลสุขภาพช่องปากให้สะอาดอยู่เสมอ โดยการแปรงฟันและเน้นการแปรงที่บริเวณหลังลิ้น
  • งดสูบบุหรี่
  • บ้วนปากด้วยน้ำเกลือ วิธีนี้จะช่วยลดการก่อตัวของนิ่วและกลิ่นปาก
  • ดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมตามความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน
  • ปรึกษาแพทย์เมื่อพบความผิดปกติของต่อมทอนซิล
การตรวจภาพรังสีเต้านม

ตรวจเต้านมด้วยแมมโมแกรม (Mammogram)

แมมโมแกรม เป็นเครื่องที่ใช้ในการตรวจภาพรังสีเต้านมโดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยให้มองเห็นรายละเอียดภายในเนื้อเต้านมได้ชัดเจนขึ้น หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า การเอกซเรย์เต้านม

การตรวจแมมโมแกรมใช้ในกรณีใด ?

การตรวจแมมโมแกรมเป็นการตรวจหาโรคมะเร็งเต้านมในผู้หญิง โดยจะมีการถ่ายภาพเอกซเรย์เต้านมด้านละ 2 รูป หรืออาจเป็น 1 รูปแล้วแต่กรณี ซึ่งฟิล์มเอกซเรย์ที่ออกมาจะสามารถแสดงให้เห็นถึงความผิดปกติภายในเต้านม เช่น ก้อนเนื้อหรือแม้แต่หินปูนขนาดเล็กที่อาจเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งเต้านม

การตรวจแมมโมแกรมสามารถตรวจได้ทั้งผู้หญิงที่มีอาการหรือไม่มีอาการของโรค หากเป็นการตรวจในผู้ที่ไม่มีอาการจะเป็นการตรวจเฝ้าระวัง โรคมะเร็งเต้านม (Screening Mammogram) แต่หากตรวจในผู้ที่มีอาการผิดปกติเกิดขึ้น เช่น คลำเจอก้อนที่เต้านม เจ็บบริเวณเต้านม เนื้อเต้านมหนาตัวขึ้นผิดปกติ มีของเหลวไหลออกจากหัวนม ลักษณะหรือขนาดเต้านมเปลี่ยนแปลงไป จะเป็นการตรวจวินิจฉัยโรค เพื่อค้นหาสาเหตุของก้อนเนื้อหรือความปกติที่พบว่าเป็นมะเร็งจริงหรือไม่ เพราะสัญญาณเหล่านี้ไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าเป็นโรคมะเร็งเต้านม นอกจากนี้ยังสามารถใช้ในการตรวจเต้านมของผู้ที่มีการเสริมหน้าอก ซึ่งอาจตรวจเต้านมด้วยวิธีการคลำได้ลำบาก

การตรวจหามะเร็งเต้านมระยะเริ่มแรก

การตรวจวินิจฉัยโรคมักจะใช้เวลานานกว่าการตรวจคัดกรองโรค เพราะต้องมีการถ่ายภาพทางรังสีมากขึ้น เพื่อให้มองเห็นเต้านมจากหลายมุมหรืออาจถ่ายภาพขยายบริเวณที่น่าสงสัย ซึ่งจะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้อย่างถูกต้องและทำการรักษาในขั้นตอนต่อไปหลังการตรวจพบความผิดปกติภายในเนื้อเยื่อเต้านม

ข้อห้ามในการตรวจแมมโมแกรม

หญิงตั้งครรภ์หรือมีความเป็นไปได้ในการตั้งครรภ์อาจได้รับผลกระทบจากการตรวจแมมโมแกรม เนื่องจากขั้นตอนการตรวจที่ทำให้ร่างกายได้รับรังสี แม้ว่าระดับรังสีจะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ แต่ก็มีโอกาสกระทบต่อการพัฒนาของทารกในครรภ์ จึงควรมีการแจ้งแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ฉายรังสีก่อนทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์

ขั้นตอนการตรวจแมมโมแกรม

ก่อนการตรวจแมมโมแกรม ผู้เข้ารับการตรวจต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ทางโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลเตรียมไว้ให้และถอดเครื่องประดับทุกชนิดออกให้หมด จากนั้นผู้เข้ารับการตรวจยืนหรือนั่งหันหน้าเข้าหาเครื่องเอกซเรย์ตามประเภทของเครื่องตรวจ ซึ่งเจ้าหน้าที่ฉายรังสีจะช่วยจัดท่าทางลำตัว ศีรษะ หรือแขน เพื่อไม่ให้บดบังบริเวณเต้านมที่ต้องการเอกซเรย์ และปรับระดับความสูงของเครื่องให้เหมาะกับเต้านมของผู้เข้ารับการตรวจเมื่อวางลงบนเครื่อง

เครื่องจะค่อย ๆ กดเต้านมจากด้านบนและด้านข้าง โดยในแต่ละครั้งของการกดเต้านมลงบนเครื่องจะใช้เวลาไม่นาน ซึ่งจำเป็นต้องมีการบีบให้เต้านมแนบกับเครื่องมากที่สุด เพื่อช่วยให้รังสีจากเครื่องสามารถผ่านเนื้อเยื่อของเต้านมได้ทั่วถึง โดยจะมีการถ่ายภาพเต้านมทีละข้างก่อนสลับทำกับอีกข้าง ผู้เข้ารับการตรวจควรยืนนิ่ง ๆ ขยับให้น้อยที่สุดในขณะการตรวจ เพราะอาจส่งผลให้การแปลผลคลาดเคลื่อนจากภาพถ่ายที่ไม่ชัดเจนได้ และต้องกลั้นหายใจชั่วครู่ขณะถ่ายภาพของเต้านมแต่ละข้าง แพทย์หรือเจ้าหน้าที่ฉายรังสีอาจให้มีการถ่ายภาพเอกซเรย์ในบางมุมหรือบางจุดเพิ่มเติมในกรณีที่มองเห็นรายละเอียดของเนื้อเยื่อได้ไม่ชัดเจน หรือสงสัยว่าส่วนไหนที่ต้องการเน้นมากเป็นพิเศษ

การเตรียมตัวก่อนการตรวจแมมโมแกรม

ในขั้นแรกควรสอบถามเบื้องต้นกับสถานพยาบาลเกี่ยวกับข้อปฏิบัติพิเศษก่อนการตรวจแมมโมแกรม แต่หลักเกณฑ์ทั่วไปที่ควรจะปฏิบัติตามมีดังนี้

  • ควรหลีกเลี่ยงการตรวจแมมโมแกรมในช่วงสัปดาห์ก่อนที่มีประจำเดือน เพราเป็นช่วงที่หน้าอกคัดตึงและขยาย อาจช่วยให้เจ็บหน้าอกน้อยลงและถ่ายภาพเอกซเรย์เต้านมได้ดีขึ้น
  • ผู้ที่มีการเสริมหน้าอกต้องแจ้งผู้ตรวจล่วงหน้าว่ามีการเสริมหน้าอก
  • ควรแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่สะดวกต่อการถอดเปลี่ยนก่อนการเอกซเรย์บริเวณเต้านม
  • ไม่ควรฉีดน้ำหอม  เว็บสล็อต  ทาโลชั่น แป้ง หรือโรลออนใด ๆ บริเวณระหว่างช่วงแขนลงไปจนถึงหน้าอกก่อนการตรวจแมมโมแกรม ซึ่งอาจทำให้เกิดความคาดเคลื่อนในการถ่ายภาพได้
  • ในกรณีที่มีการตรวจแมมโมแกรมในสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลแห่งใหม่ ควรมีการขอแฟ้มประวัติการตรวจแมมโมแกรมเดิมไปให้แห่งใหม่ เพื่อการเปรียบเทียบผลการตรวจที่แม่นยำ

การดูแลตนเองหลังการตรวจแมมโมแกรม

โดยทั่วไปไม่มีข้อควรระวังในการดูแลตนเองเป็นพิเศษหลังจากการตรวจ แพทย์อาจให้คำแนะนำเพิ่มเติมในบางราย ขึ้นอยู่กับสภาวะของบุคคลนั้น ๆ

การฟังผลหลังการตรวจแมมโมแกรม

การอ่านผลตรวจแมมโมแกรมสามารถทำได้โดยรังสีแพทย์หรือแพทย์ผู้สั่งตรวจ หรือเป็นการทำงานร่วมกันของทั้งสองฝ่าย โดยทั่วไปการตรวจอาจใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนที่ผลจะถูกส่งไปยังแพทย์ผู้ดูแล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น กฎของแต่ละโรงพยาบาล เวลาในการนัดหมาย  หรือผลการตรวจที่ออกมา หากเกิดกรณีที่มีข้อติดขัดเกิดขึ้นบางประการ แพทย์อาจต้องมีการสั่งให้ตรวจอีกครั้งในบางจุดเพิ่มเติมหรือต้องการเน้นเป็นพิเศษ ผู้ที่เข้ารับการตรวจไม่ควรประเมินเอาเองว่าผลการตรวจเป็นปกติ ในกรณีที่ผลการตรวจรอนานเกินไปหรือแพทย์ไม่มีการนัดฟังผล ควรโทรไปสอบถามทางโรงพยาบาลที่เป็นผู้ตรวจ

ผลของการตรวจแมมโมแกรมตามมาตรฐานสากลที่นิยมใช้กันเรียกย่อ ๆ ว่า ไบแรดส์ (Breast Imaging Reporting And Database System: BIRADS) ค่าที่ได้ออกมาเป็นตัวเลขที่แสดงความรุนแรงตามการตรวจพบ แพทย์อาจมีคำแนะนำให้แก่ผู้เข้ารับการตรวจว่าควรปฏิบัติอย่างไรในขั้นตอนต่อไปหากพบว่ามีโอกาสในการเป็นมะเร็งเต้านม ดังนี้

  • ค่าไบแรดส์เป็น 0 หมายถึง ไม่สามารถแปลผลได้ ต้องมีการประเมินผลจากการถ่ายภาพเพิ่มเติม ควรมีการตรวจแมมโมแกรมซ้ำ
  • ค่าไบแรดส์เป็น 1 หมายถึง ไม่พบสิ่งปกติ แต่ควรมีการตรวจประจำทุกปี โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป
  • ค่าไบแรดส์เป็น 2 หมายถึง ตรวจพบก้อนเนื้อหรือสิ่งผิดปกติที่ไม่ใช่มะเร็ง ควรมีการตรวจประจำทุกปี โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป
  • ค่าไบแรดส์เป็น 3 หมายถึง ตรวจพบก้อนเนื้อหรือสิ่งผิดปกติที่อาจจะไม่ใช่มะเร็ง ควรมีการตรวจทุก 6 เดือน เพื่อติดตามผล
  • ค่าไบแรดส์เป็น 4 หมายถึง ตรวจพบก้อนเนื้อหรือสิ่งผิดปกติที่น่าจะเป็นมะเร็ง อาจมีการสั่งตรวจชิ้นเนื้อตัวอย่างว่าเป็นมะเร็งหรือไม่
  • ค่าไบแรดส์เป็น 5 หมายถึง ตรวจพบก้อนเนื้อหรือสิ่งผิดปกติที่น่าจะเป็นมะเร็งได้สูง แพทย์สั่งตรวจชิ้นเนื้อตัวอย่างเพื่อยืนยันว่าก้อนที่พบในเต้านมเป็นมะเร็ง
  • ค่าไบแรดส์เป็น 6 หมายถึง ก้อนเนื้อหรือสิ่งผิดปกตินั้นได้รับการตรวจชิ้นเนื้อว่าเป็นมะเร็ง แพทย์จะทำการรักษาในขั้นตอนต่อไปตามแต่ละสถานการณ์ของบุคคลนั้น

ผลข้างเคียงของการตรวจแมมโมแกรม

ผู้เข้ารับการตรวจแมมโมแกรมอาจรู้สึกเจ็บเล็กน้อยหรืออึดอัดเมื่อเครื่องค่อย ๆ กดเนื้อเต้านมขณะมีการเอกซเรย์ หากรู้สึกเจ็บมากจนไม่สามารถทนได้ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ฉายรังสีให้ช่วยปรับระดับการกดของเครื่องในระดับเท่าที่ผู้เข้ารับการตรวจสามารถทนได้

การตรวจแมมโมแกรมยังอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการได้รับรังสีในการตรวจเอกซเรย์บริเวณเต้านม แม้ว่าจะเป็นปริมาณรังสีที่น้อย โดยเฉพาะผู้หญิงในกลุ่มอายุต่ำกว่า 40 ปี อาจเกิดความเสี่ยงจากการได้รับรังสีสูงกว่าผู้ที่มีอายุมาก อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบความเสี่ยงกับผลประโยชน์ที่ได้รับค่อนข้างเป็นผลดีต่อการตรวจโรคมะเร็งเต้านม เช่น การตรวจแมมโมแกรมอาจทำให้ทราบว่ามีก้อนเนื้อก่อตัวขึ้นในเต้านม ซึ่งอาจเป็นก้อนเนื้อทั่วไปหรือเป็นมะเร็ง ในกรณีที่เป็นมะเร็งจะทำให้แพทย์สามารถผ่าเอาก้อนเนื้อนั้นออกมาตั้งแต่ยังมีขนาดเล็กก่อนเกิดการแพร่กระจายไปยังจุดอื่น และรักษาด้วยวิธีการใช้เคมีบำบัดซึ่งมีความยุ่งยากกว่าเดิม

นอกจากนี้หญิงตั้งครรภ์หรือผู้ที่มีความเป็นไปได้ในการตั้งครรภ์อาจได้รับผลกระทบจากการตรวจแมมโมแกรมได้เช่นกัน เพราะอาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาของทารกในครรภ์ จึงควรมีการแจ้งแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ฉายรังสีก่อนทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของเด็ก

ข้อจำกัดของการตรวจแมมโมแกรม

การตรวจแมมโมแกรมสำหรับผู้หญิงอายุต่ำกว่า 40 ปี อาจเกิดผลคาดเคลื่อนได้สูง เนื่องจากเนื้อเยื่อภายในเต้านมของผู้หญิงอายุน้อยมักจะมีความหนาแน่นมากกว่าผู้หญิงอายุมาก จนทำให้เนื้อเยื่อเต้านมอาจบดบังเนื้อมะเร็งหรือมองเห็นผิดพลาดจากเนื้อดีกลายเป็นมะเร็งได้ แพทย์จึงมักแนะนำให้มีการตรวจด้วยวิธีการอัลตราซาวด์ทดแทนหรือทำควบคู่กับแมมโมแกรม เพื่อให้ชัดเจนขึ้น

นอกจากนี้การตรวจแมมโมแกรมเพื่อช่วยคัดกรองโรคอาจเกิดผลบวกลวงขึ้นได้ ซึ่งหมายถึงผลการตรวจแมมโมแกรมบ่งบอกว่าเป็นมะเร็งเต้านม แต่อันที่จริงผู้เข้ารับการตรวจไม่ได้เป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงอายุน้อยที่มีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ เช่น เคยมีประวัติการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ มีบุคคลในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งเต้านม หรือผู้หญิงที่รับฮอร์โมนเอสโตรเจนเพิ่มเติมในกรณีต่าง ๆ ซึ่งเนื้อเยื่อของเต้านมมีความหนาแน่นสูง ทำให้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นโรคมะเร็งเต้านมจนเกิดความวิตกกังวลมากกว่าปกติ และอาจนำไปสู่การรักษาที่ไม่จำเป็นในขั้นตอนต่อไป ซึ่งการรักษาเหล่านี้จะกินเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นกว่าเดิม รวมไปถึงเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยมากขึ้นจากการรักษา จึงควรมีการวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมในวิธีอื่นเพิ่มเติมหากพบอาการหรือความผิดปกติของเต้านม เช่น อัลตราซาวด์ (Ultrasound) หรือเอ็มอาร์ไอ (MRI)

ระยะเวลาในการพักฟื้น

การตรวจแมมโมแกรมส่วนมากใช้เวลาในการตรวจและถ่ายภาพทางรังสีไม่เกิน 30 นาที โดยรังสีแพทย์ที่ทำการดูแลอาจขอให้ผู้เข้ารับการตรวจรอผลสักครู่หลังการตรวจ เพื่อเช็คคุณภาพของฟิล์มเอกซเรย์ ในบางครั้งอาจต้องมีการถ่ายเพิ่มเติมหากฟิล์มที่ได้มาแสดงผลไม่ชัดเจน หลังจากนั้นก็สามารถกลับบ้านหรือทำกิจกรรมอื่นได้เป็นปกติ โดยไม่ต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาล

ยาเหน็บช่องคลอด

ยาสอด หรือ ยาเหน็บ ท่อปัสสาวะ โดยเป็นรูปแบบการใช้ยาที่มีประสิทธิภาพสูง

ยาสอด หรือยาเหน็บ คือยาที่ใช้สอดเข้าไปในทวารหนัก ช่องคลอด หรือท่อปัสสาวะ โดยเป็นรูปแบบการใช้ยาที่มีประสิทธิภาพสูง นิยมใช้ในกรณีที่ไม่อาจรักษาด้วยยารับประทานหรือการรักษารูปแบบอื่น

ลักษณะของยาสอดหรือยาเหน็บโดยทั่วไปมีทั้งชนิดเม็ดและน้ำ แต่ส่วนใหญ่เป็นยาชนิดเม็ด เว็บสล็อต  ยาสอดดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและออกฤทธิ์ได้เร็วกว่ายาชนิดรับประทาน เนื่องจากยาจะละลายอย่างรวดเร็วและซึมเข้าสู่กระแสเลือดบริเวณใกล้เคียงได้โดยไม่ต้องผ่านกระเพาะอาหาร

ยาสอดที่มีใช้ในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่

  • ยาสอดทวารหนัก (Rectal Suppositories) หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่ายาเหน็บทวารหนัก เป็นยาสอดที่ใช้กับทวารหนักโดยเฉพาะ อาจมีลักษณะกลมหรือคล้ายลูกกระสุน ใช้รักษาโรคต่าง ๆ เช่น โรคภูมิแพ้ โรควิตกกังวล โรคหอบหืด อาการท้องผูก ไข้ แพ้ท้อง คลื่นไส้ อาการเจ็บหรือคันที่ทวารหนัก โรคจิตเภท ไบโพลาร์ ริดสีดวงทวารหนัก เป็นต้น
  • ยาสอดช่องคลอด (Vaginal Suppositories หรือ Pessaries) หรือยาเหน็บช่องคลอด มีลักษณะเป็นรูปไข่ นิยมใช้รักษาอาการติดเชื้อบริเวณช่องคลอด ภาวะช่องคลอดแห้ง หรือใช้คุมกำเนิด
  • ยาสอดท่อปัสสาวะ (Urethral Suppositories) เป็นชนิดที่พบได้ไม่บ่อย ยามีขนาดประมาณเมล็ดข้าว ใช้กับชายที่มีปัญหาเกี่ยวกับสมรรถภาพทางเพศ

ทำไมต้องใช้ยาสอด ?

ยาสอดเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งของการใช้ยา โดยอาจนำมาใช้ในกรณีดังต่อไปนี้

  • ยาเม็ดหรือยาน้ำที่ใช้ สลายตัวในระบบย่อยอาหารเร็วเกินไป
  • ผู้ป่วยกลืนยาเองไม่ได้
  • ผู้ป่วยอาเจียนจนรับประทานยาไม่ได้
  • ยามีรสชาติแย่เกินกว่าจะรับประทานได้ หรือผู้ป่วยไม่ยอมรับประทานยาเอง

ข้อดีและข้อเสียของการใช้ยาสอด

เช่นเดียวกับยาชนิดอื่น ๆ ยาสอดมีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยข้อดีของการใช้ยาสอดคือ

  • ตัวยาถูกดูดซึมได้ง่ายและออกฤทธิ์เร็วกว่ายาชนิดรับประทาน เพราะยาเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง
  • เป็นยาใช้รักษาเฉพาะจุดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะบริเวณทวารหนัก ช่องคลอด หรือระบบสืบพันธุ์ในเพศชาย
  • เป็นยาทางเลือกที่ดี ในกรณีที่ผู้ป่วยรับประทานยาเองไม่ได้

ส่วนข้อเสียของการใช้ยาสอดนั้น ได้แก่

  • ขั้นตอนการสอดยาค่อนข้างยุ่งยาก ผู้ป่วยอาจสอดยาเองไม่ได้ และยาอาจละลายหรือรั่วไหลออกมาจากบริเวณช่องคลอดหรือทวารหนักจนเปื้อนกางเกงชั้นใน
  • ยานี้อาจไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่มีปัญหาสุขภาพบางประการ เช่น มีหัวใจเต้นผิดจังหวะ เคยได้รับการผ่าตัดบริเวณทวารหนักหรือช่องคลอด เคยได้รับการรักษาด้วยรังสีบริเวณช่องคลอด เคยผ่าตัดต่อมลูกหมาก เป็นต้น

วิธีใช้ยาสอดที่ถูกต้อง

ผู้ป่วยหรือผู้ดูแลต้องเรียนรู้วิธีสอดยาที่ถูกต้อง เพราะหากทำผิดวิธี อาจส่งผลให้ยารั่วไหลออกมาหรือยาเสียหายจนใช้การไม่ได้ โดยวิธีสอดยาที่เหมาะสม มีขั้นตอนดังนี้

วิธีใช้ยาสอดทวารหนัก

  • ตรวจสภาพของยาด้วยการบีบเบา ๆ ยาสอดที่ใช้ได้ต้องมีลักษณะแข็ง หากยาไม่แข็งควรนำไปแช่เย็นสักครู่ โดยแช่ทั้งบรรจุภัณฑ์และอย่าให้ยาถูกความชื้น
  • ควรขับถ่ายให้เรียบร้อยก่อนสอดยา
  • ล้างมือด้วยสบู่ แล้วเช็ดมือให้แห้งด้วยผ้าสะอาด
  • ถอดกางเกงออกเพื่อความสะดวกในการสอดยา จากนั้นแกะยาออกจากบรรจุภัณฑ์ หากต้องตัดบรรจุภัณฑ์ควรใช้ใบมีดโกนที่มีคมด้านเดียว และหลังจากใช้แล้วควรทิ้งทันที ไม่นำกลับมาใช้ซ้ำ
  • ชโลมเจลหล่อลื่นที่ส่วนปลายของยาสอด แต่หากไม่มีเจลหล่อลื่น ให้ชโลมน้ำเล็กน้อยบริเวณทวารหนัก
  • เริ่มสอดยาโดยวางเท้าข้างหนึ่งบนเก้าอี้หรือบนชักโครก หากไม่สะดวกอาจนอนตะแคงให้ขาข้างที่อยู่ด้านบนงอขึ้นเล็กน้อย ส่วนขาด้านล่างเหยียดตรงไว้
  • ค่อย ๆ สอดยาเข้าไปในรูทวารหนัก ขณะสอดผู้ป่วยควรผ่อนคลาย เพื่อให้ยาเข้าไปได้ง่ายขึ้น และสอดให้ลึกพอสมควร หากเป็นผู้ใหญ่ควรสอดยาลึกประมาณ 0.5-1 นิ้ว ส่วนทารกนั้นควรสอดยาลึกประมาณ 0.5 นิ้ว
  • นั่งลง หรือนอนในท่าเดิมอย่างน้อย 15 นาที เพื่อให้ยาเริ่มออกฤทธิ์
  • ทิ้งบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วลงในถังขยะ และล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่

ยาสอด

วิธีใช้ยาสอดช่องคลอด

  • ล้างทำความ สะอาดบริเวณช่องคลอด และล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่อ่อน ๆ จากนั้นใช้ผ้าสะอาดเช็ดให้แห้ง
  • อยู่ในท่าเตรียมพร้อมสอดยาด้วยการนอนหงาย งอเข่าขึ้น และแยกเท้าออกจากกันเล็กน้อย
  • ค่อย ๆ สอดเม็ดยาเข้าไปในช่องคลอด และใช้นิ้วดันยาให้ลึกเข้าไป เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนการสอดยา

วิธีใช้ยาสอดท่อปัสสาวะ

  • ปัสสาวะให้เรียบร้อยก่อนใช้ยา
  • ใส่ยาเข้าไปในอุปกรณ์ช่วยสอดยา
  • จับอวัยวะเพศชายให้ยืดตรง เพื่อให้ช่องทางปัสสาวะเปิดออก จากนั้นใส่อุปกรณ์ช่วยสอดยาเข้าไปภายในท่อปัสสาวะ
  • ดันส่วนปลายของแท่งสอดยาเข้าไปจนสุดแล้วค้างไว้ประมาณ 5 วินาที
  • สะบัดแท่งสอดยาเพื่อให้ยาเข้าไปภายในท่อปัสสาวะจนหมด
  • นำที่ช่วยสอดยาออก เมื่อแน่ใจว่าไม่มียาตกค้างอยู่แล้ว แล้วนวดบริเวณอวัยวะเพศอย่างน้อย 10 วินาที เพื่อให้ยาดูดซึมได้ดีขึ้น

ปัญหาจากการใช้ยาสอด

แม้การใช้ยาสอดจะค่อนข้างปลอดภัย แต่บางครั้งก็อาจพบปัญหาเล็ก ๆ น้อยได้เช่นกัน โดยตัวยาอาจรั่วไหลออกมาจากบริเวณช่องคลอดหรือทวารหนักจนเปื้อนกางเกงหรือที่นอนได้ ผู้ป่วยอาจต้องใส่ผ้าอนามัยแบบแผ่นหรือใช้ผ้ายางรองการรั่วไหลของยา

ทั้งนี้ การใช้ยาสอดอาจไม่เหมาะสำหรับทุกคน เพราะผู้ป่วยบางรายมีการดูดซึมยาบริเวณทวารหนัก ช่องคลอด หรือทางเดินปัสสาวะไม่ดีพอ ซึ่งในกรณีนี้อาจต้องเปลี่ยนไปใช้ยารูปแบบอื่นแทน เช่น ยารับประทาน ยาฉีด เป็นต้น นอกจากนี้ ตัวยายังอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองบริเวณที่สอดยาเข้าไป หากรู้สึกเจ็บบริเวณที่ต้องสอดยาติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ ควรปรึกษาแพทย์

ผลข้างเคียงจากการใช้ยาสอด

เนื่องจากยาสอดนั้นเข้าสู่ร่างกายโดยตรงและเกิดการดูดซึมทันที จึงอาจมีผลข้างเคียงจากการใช้ โดยยาสอดแต่ละชนิดมีผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนี้

  • ยาสอดทวารหนัก อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือแสบร้อนบริเวณทวารหนัก รวมถึงอาการปวดเกร็งท้องหรืออึดอัดท้อง ในกรณีที่รุนแรง ผู้ป่วยอาจปวดท้องอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง อุจจาระเป็นเลือด เลือดออกทางทวารหนัก หรือมีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้ เช่น ท้องเสียเรื้อรัง ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรงและเป็นอันตรายต่อผู้ป่วย หากมีอาการรุนแรงเหล่านี้ ควรรีบไปพบแพทย์
  • ยาสอดช่องคลอด อาจมีผลข้างเคียงเป็นอาการคันหรือแสบร้อนบริเวณช่องคลอด และรู้สึกระคายเคือง รวมถึงอาการปวดท้องหรือคลื่นไส้ ซึ่งหากมีอาการรุนแรงขึ้น ควรไปพบแพทย์ทันที
  • ยาสอดท่อปัสสาวะ การใช้ยานี้อาจส่งผลให้รู้สึกเจ็บหรือมีเลือดออกจากอวัยวะเพศ วิงเวียนศีรษะ หัวใจเต้นเร็ว มีอาการบวมผิดปกติ โดยเฉพาะบริเวณขา ซึ่งหากเป็นอย่างต่อเนื่องหรือรุนแรง ควรไปพบแพทย์โดยด่วน นอกจากนี้ หากมีเพศสัมพันธ์ขณะยังมียาตกค้างอยู่ อาจทำให้ฝ่ายหญิงเกิดการระคายเคืองภายในช่องคลอด แต่กรณีนี้อาจป้องกันได้ด้วยการใช้เจลหล่อลื่น

ทั้งนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการแพ้ยาชนิดนี้ แต่มักพบได้น้อย อย่างไรก็ตาม หากมีสัญญาณของการแพ้ยา เช่น มีผื่นขึ้น คัน ใบหน้า ลิ้น และคอบวม เวียนศีรษะอย่างรุนแรง หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

สตรีมีครรภ์ใช้ยาสอดได้หรือไม่ ?

แพทย์จะใช้ยาสอดกับหญิงตั้งครรภ์ในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น เนื่องจากการใช้ยาใด ๆ ในระหว่างตั้งครรภ์มีความเสี่ยงสูง โดยอาจพิจารณาให้ใช้ยาสอดในกรณีต่อไปนี้

  • รักษาอาการท้องผูก หากการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ ใช้ไม่ได้ผลเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม การใช้ยาสอดระหว่างตั้งครรภ์ ต้องอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของแพทย์เท่านั้น
  • เร่งการคลอด คุณแม่บางรายอาจต้องใช้วิธีต่าง ๆ เพื่อช่วยเร่งการคลอด โดยการใช้ยาสอดเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยได้ ทั้งนี้ แพทย์จะตัดสินใจใช้ยาสอดเพื่อเร่งการคลอดหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับสุขภาพของแม่และเด็กเป็นสำคัญ
ริดสีดวงจมูก

ริดสีดวงจมูก การเจริญเติบโตที่ผิดปกติของเยื่อบุโพรงจมูก

ริดสีดวงจมูก (Nasal Polyp)  คือ การเจริญเติบโตที่ผิดปกติของเยื่อบุโพรงจมูกหรือโพรงไซนัส แต่ไม่ใช่มะเร็ง มีลักษณะเหมือนหยดน้ำหรือเมล็ดองุ่น เกิดขึ้นที่บริเวณโพรงจมูกหรือโพรงไซนัส อาจมีเพียงก้อนเดียวหรือหลายก้อน เป็นผลมาจากการอักเสบเรื้อรังจากโรคหอบหืด ภูมิแพ้ หรือความผิดปกติของภูมิคุ้มกัน อาจไม่ทำให้เกิดอาการ แต่หากก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่ จะทำให้ผู้ป่วยหายใจลำบาก มีปัญหาในการดมกลิ่น หรือเกิดการติดเชื้อได้ง่าย เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่มักพบได้มากในผู้ใหญ่ที่เป็นเพศชาย

อาการของ ริดสีดวงจมูก

ริดสีดวงจมูกจะเป็นก้อนเนื้อนิ่ม ไม่มีเซลล์มะเร็ง มีลักษณะเหมือนหยดน้ำหรือเมล็ดองุ่น หากมีขนาดเล็กอาจไม่ทำให้รู้สึกถึงก้อนเนื้อและไม่ทำให้เกิดอาการ หากก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่จะไปบังทางเดินหายใจ รวมถึงสามารถพบอาการต่าง ๆ ได้ดังต่อไปนี้

  • น้ำมูกไหล คัดจมูก น้ำมูกลงคอ
  • หายใจลำบาก
  • มีปัญหาในการรับกลิ่นหรือรสชาติ
  • ปวดศีรษะหรือปวดที่บริเวณใบหน้า
  • ปวดฟันบน
  • รู้สึกถึงแรงกดปวดแน่นที่บริเวณใบหน้าและหน้าผาก
  • หยุดหายใจขณะนอนหลับ
  • นอนกรน

ควรไปพบแพทย์หากมีอาการของริดสีดวงจมูกนานกว่า 10 วัน หรือหากพบว่ามีอาการแย่ลง หายใจลำบากมากขึ้น เห็นภาพซ้อน มองไม่ชัด ขยับดวงตาได้น้อยลง มีอาการบวมอย่างรุนแรงที่ดวงตา รวมถึงมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงร่วมกับมีไข้สูง หรือไม่สามารถเอนศีรษะไปด้านหน้าได้ ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน

สาเหตุของริดสีดวงจมูก

ริดสีดวงจมูกเป็นผลมาจากการติดเชื้อและอักเสบของเยื่อบุจมูก เว็บสล็อต  ปัจจุบันยังบอกไม่ได้อย่างชัดเจนว่าริดสีดวงจมูกเกิดจากสาเหตุใด ซึ่งเกิดขึ้นได้กับผู้ป่วยที่ไม่เคยมีประวัติการติดเชื้อที่จมูกมาก่อน แต่มีหลักฐานบางอย่างแสดงให้เห็นว่าในผู้ป่วยริดสีดวงจมูกมีการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันและตัวบ่งชี้ทางเคมีที่แตกต่างจากคนอื่น โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดการติดเชื้อที่เยื่อบุจมูกและพัฒนาไปสู่โรคริดสีดวงจมูกมีดังนี้

  • โรคหอบหืด เป็นสาเหตุการอักเสบของทางเดินหายใจ โดยประมาณร้อยละ 20-40 ของผู้ป่วยริดสีดวงจมูกจะมีอาการของโรคหอบหืดร่วมด้วย
  • การแพ้ยาแอสไพริน หรือยาในกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) ชนิดอื่น ๆ เช่น ไอบูโปรเฟน
  • ไซนัสอักเสบจากเชื้อรา เป็นอาการแพ้เชื้อราในอากาศ
  • โรคทางพันธุกรรม เช่น โรคซีสติกไฟโบรซีส (Cystic Fibrosis) ที่มีความผิดปกติของเยื่อเมือก รวมถึงโพรงจมูกและโพรงไซนัส ทำให้ผลิตเมือกออกมาเหนียวข้นกว่าปกติ
  • โรคหลอดเลือดอักเสบในปอด (Churg-Strauss Syndrome) ซึ่งพบได้น้อยมากในเด็ก

ริดสีดวงจมูก

การวินิจฉัยริดสีดวงจมูก

ริดสีดวงจมูกวินิจฉัยได้โดยแพทย์จะสอบถามเบื้องต้นเกี่ยวกับอาการของผู้ป่วย จากนั้นจะตรวจโพรงจมูกเพื่อหาตำแหน่งและลักษณะของก้อนเนื้อต่อไป โดยอาจมีแนวทางในการวินิจฉัยอื่น ๆ ร่วมด้วย ดังต่อไปนี้

  • การใช้กล้องส่องตรวจในโพรงจมูก (Nasal Endoscopy) โดยใช้เครื่องตรวจที่มีลักษณะเป็นท่อขนาดเล็กและเลนส์ขยายพร้อมไฟส่องสว่างหรือกล้องขนาดเล็ก ส่องเข้าไปที่โพรงจมูกหรือโพรงไซนัส
  • การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อหาขนาดและตำแหน่งที่ชัดเจนของก้อนเนื้อ ประเมินขอบเขตของการอักเสบ ตรวจหาสิ่งกีดขวาง ความผิดปกติของโพรงจมูก รวมถึงชนิดของก้อนเนื้อที่อาจมีเซลล์มะเร็ง
  • การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง หากโรคภูมิแพ้เป็นสาเหตุการอักเสบเรื้อรัง ด้วยการหยดสารก่อภูมิแพ้ที่บริเวณท้องแขนหรือแผ่นหลัง ใช้เข็มสะกิดที่ผิวหนังเบา ๆ และทิ้งไว้ 15 นาทีเพื่อดูอาการแแพ้
  • การตรวจเลือด เพื่อคัดกรองสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดี้ (Antibody) จะทำในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังได้

การรักษาริดสีดวงจมูก

การรักษาริดสีดวงจมูกทำได้ 2 วิธีคือ เริ่มต้นจากการรักษาโดยใช้ยา หากอาการไม่ดีขึ้นแพทย์จะรักษาด้วยวิธีผ่าตัด โดยมีรายละเอียดดังนี้

การรักษาโดยใช้ยา เพื่อทำให้ก้อนเนื้อมีขนาดเล็กลง ลดอาการอักเสบ และบรรเทาอาการ ยาที่ใช้ในการรักษามีด้วยกัน 3 ลักษณะคือ

  • ยาพ่นหรือยาหยอดจมูกคอร์ติโคสเตียรอยด์ รวมถึง ฟลูติคาโซน บูเดโซไนด์ ฟลูนิโซไลด์ โมเมทาโซน ไตรแอมซิโนโลน บีโคลเมทาโซน ยาพ่นจะเริ่มเห็นผลเมื่อใช้อย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 2 สัปดาห์ อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาได้หากใช้ไม่ถูกวิธี เช่น ระคายเคืองจมูก เลือดกำเดาไหล เจ็บคอ เป็นต้น
  • ยารับประทานคอร์ติโคสเตียรอยด์ เช่น เพรดนิโซน อาจรับประทานยาอย่างเดียวหรือร่วมกับการใช้ยาพ่นหรือยาหยอดจมูก ช่วงเวลาของการใช้ยาจะอยู่ที่ประมาณ 5-10 วัน เพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาได้หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น กระดูกพรุน ความดันเลือดสูง เบาหวาน น้ำหนักเพิ่ม เป็นต้น หรืออาจมีการฉีดยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง
  • ยาอื่น ๆ เช่น ยาปฏิชีวนะ หรือยาแอสไพริน เป็นต้น

การรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด แพทย์จะรักษาด้วยวิธีนี้เมื่อการรักษาโดยการใช้ยาไม่ได้ผล แพทย์จะผ่าตัดโพรงจมูกและโพรงไซนัสด้วยกล้องเอ็นโดสโคป (Endoscopic Sinus Surgery) โดยส่องกล้องเข้าไปทางรูจมูกเพื่อหาตำแหน่งของก้อนเนื้อ และผ่าตัดก้อนเนื้อ หลังการผ่าตัดแพทย์จะสังเกตอาการประมาณ 2-3 ชั่วโมง ถ้าไม่พบอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงจากการผ่าตัด ผู้ป่วยกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ แต่การผ่าตัดอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงบางอย่าง เช่น

  • จมูกแห้ง ซึ่งอาการจะดีขึ้นในระยะเวลา 2-3 สัปดาห์
  • เลือดกำเดาไหลเป็นประจำ ซึ่งจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในอนาคต
  • การติดเชื้อที่แผลผ่าตัด ซึ่งรักษาได้ด้วยการรับประทานยาปฏิชีวนะ

หลังการผ่าตัดผู้ป่วยควรใช้ยาพ่นจมูกหรือล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ รวมถึงรับประทานยาแก้แพ้ จะช่วยลดการอักเสบบวม และป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของริดสีดวงจมูกได้

ภาวะแทรกซ้อนของริดสีดวงจมูก

ภาวะแทรกซ้อนของริดสีดวงจมูกเกิดขึ้นได้จากก้อนเนื้อที่ขวางทางเดินหายใจและของเหลว หรือเป็นผลมาจากสาเหตุของการอักเสบเรื้อรัง โดยอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ดังต่อไปนี้

  • ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ ทำให้ผู้ป่วยหยุดหายใจบ่อยขณะนอนหลับ ซึ่งเป็นภาวะที่อันตราย
  • โรคหอบหืดกำเริบ ทำให้โรคหอบหืดกำเริบขึ้นมาอีกครั้งหรือมีอาการที่รุนแรงขึ้นได้
  • การติดเชื้อที่โพรงไซนัส ทำให้ไซนัสอักเสบหรือเรื้อรัง

รวมถึงภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา โดยเฉพาะการผ่าตัด อาจทำให้มีเลือดออกที่จมูก เกิดการติดเชื้อ สูญเสียการรับกลิ่น และร้อยละ 15 ของผู้ป่วยที่รักษาด้วยการผ่าตัดอาจเกิดริดสีดวงจมูกขึ้นซ้ำได้ หรือการรักษาอย่างต่อเนื่องด้วยยาพ่นจมูกที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์หรือรับประทานยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) อาจทำให้ภูมิต้านทานการติดเชื้อที่โพรงไซนัสลดลง ส่งผลให้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

การป้องกันริดสีดวงจมูก

ในการป้องกันริดสีดวงจมูก ทำได้โดยการลดโอกาสเสี่ยงที่จะนำไปสู่การเกิดริดสีดวงจมูกหรือลดการเกิดซ้ำหลังการรักษา โดยมีแนวทางดังนี้

  • ปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัดในการรักษาโรคภูมิแพ้และโรคหอบหืด
  • หลีกเลี่ยงสารที่ทำให้จมูกเกิดการระคายเคืองหรือการอักเสบ เช่น สารก่อภูมิแพ้ ควันบุหรี่ ควันจากสารเคมี ฝุ่นละออง เป็นต้น
  • การรักษาสุขอนามัยที่ดี ด้วยการล้างมือให้สะอาดเป็นประจำ เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุให้เกิดการอักเสบต่าง ๆ
  • เพิ่มความชื้นในอากาศ เพื่อป้องกันการอุดตันและการอักเสบของทางเดินอากาศในจมูก
  • ล้างจมูก โดยใช้น้ำเกลือ เพื่อชะล้างน้ำมูก สารก่อภูมิแพ้ และลดการระคายเคืองของจมูก
กล้ามเนื้ออ่อนแรง

กล้ามเนื้ออ่อนแรง โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอ็มจี คือโรคที่มีสาเหตุมาจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

กล้ามเนื้ออ่อนแรง (Myasthenia Gravis: MG) หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอ็มจี คือโรคที่มีสาเหตุมาจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติ ผู้ป่วยจะมีอาการหนังตาตก ยิ้มได้น้อยลง หายใจลำบาก มีปัญหาการพูด การเคี้ยว การกลืน รวมไปถึงการเคลื่อนไหวของร่างกาย โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเกิดขึ้นได้ในผู้ป่วยทุกเพศทุกวัย ปัจจุบัน การรักษาทำได้เพียงเพื่อบรรเทาอาการ ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการดูแลที่เหมาะสมและเอาใจใส่จากคนรอบข้างอย่างสม่ำเสมอ

อาการของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง

โดยปกติแล้วมักไม่พบอาการเจ็บหรือปวด แต่ผู้ป่วยอาจรู้สึกเจ็บหรือปวดหลังมีประจำเดือนหรือหลังออกกำลังกาย อาการที่สังเกตได้ตามบริเวณส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ตา ใบหน้า ลำคอ แขนและขา โดยอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมักมีรายละเอียดดังนี้

  • กล้ามเนื้อรอบดวงตา หนังตาตกข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้าง เป็นอาการแรกที่สังเกตได้ รวมถึงพบปัญหาด้านการมองเห็น เช่น มองไม่ชัด หรือเห็นภาพซ้อน เป็นต้น อาการจะดีขึ้นเมื่อหลับตาข้างใดข้างหนึ่งลง
  • ใบหน้า หากกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกบนใบหน้าได้รับผลกระทบ จะทำให้การแสดงออกทางสีหน้าถูกจำกัด เช่น ยิ้มได้น้อยลง หรือกลายเป็นยิ้มแยกเขี้ยวเนื่องจากไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อบนใบหน้าได้
  • การหายใจ ผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรงจำนวนหนึ่งมีอาการหายใจลำบาก  เว็บสล็อต  โดยเฉพาะเมื่อนอนราบอยู่บนเตียงหรือหลังออกกำลังกาย
  • การพูด การเคี้ยวและการกลืน เกิดจากกล้ามเนื้อรอบปาก เพดานอ่อน หรือลิ้นอ่อนแรง ส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติบางอย่าง เช่น พูดเสียงเบาแหบ พูดเสียงขึ้นจมูก เคี้ยวไม่ได้ กลืนลำบาก ไอ สำลักอาหาร บางกรณีอาจเป็นสาเหตุไปสู่การติดเชื้อที่ปอด
  • ลำคอ แขนและขา อาจเกิดขึ้นร่วมกับอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อส่วนอื่น ๆ มักเกิดขึ้นที่แขนมากกว่าที่ขา ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของร่างกาย เช่น เดินเตาะแตะ เดินตัวตรงได้ยาก กล้ามเนื้อบริเวณคออ่อนแรง ทำให้ตั้งศีรษะหรือชันคอลำบาก เกิดปัญหาในการแปรงฟัน การยกของ รวมไปถึงการปีนบันได

หากพบว่ามีปัญหาด้านการมอง การหายใจ การพูด การเคี้ยว การกลืน รวมไปถึงการเคลื่อนไหวร่างกายที่เป็นไปโดยลำบาก เช่น การใช้มือและแขน การทรงตัว การเดิน เป็นต้น ควรรีบไปพบแพทย์

สาเหตุของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงมักเกิดขึ้นจากปัญหาการแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune Disorder) โดยมีรายละเอียดสาเหตุของอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ดังนี้

  • สารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดี้ (Antibodies) และการส่งสัญญาณประสาท ปกติระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะผลิตแอนติบอดี้ออกมาเพื่อทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย แต่ในผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรง แอนติบอดี้จะไปทำลายหรือขัดขวางการทำงานของสารสื่อประสาทแอซิติลโคลีน (Acetylcholine) โดยถูกส่งไปที่ตัวรับ (Receptor) ซึ่งอยู่ที่ปลายระบบประสาทบนกล้ามเนื้อแต่ละมัด ทำให้กล้ามเนื้อไม่สามารถหดตัวได้
  • ต่อมไทมัส (Thymus Gland) เป็นต่อมที่อยู่บริเวณกระดูกอก มีส่วนในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ผลิตสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดี้ไปขัดขวางการทำงานของสารสื่อประสาทแอซิติลโคลีน เด็กจะมีต่อมไทมัสขนาดใหญ่และจะค่อย ๆ เล็กลงเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ แต่ผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรงจะมีขนาดของต่อมไทมัสที่ใหญ่ผิดปกติ หรือผู้ป่วยบางรายมีภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่มีสาเหตุมาจากเนื้องอกของต่อมไทมัส ซึ่งพบประมาณร้อยละ 10 ในผู้ป่วยสูงอายุ

กล้ามเนื้ออ่อนแรง

การวินิจฉัยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง

การวินิจฉัยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง แพทย์จะเริ่มวินิจฉัยเบื้องต้นจากประวัติและอาการของผู้ป่วยว่าอาการที่พบอยู่ในกลุ่มของผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือไม่ ขยับลูกตาและเปลือกตาได้ตามปกติหรือผิดปกติอย่างไร แพทย์อาจส่งตัวผู้ป่วยไปให้นักประสาทวิทยาหรือจักษุแพทย์วินิจฉัยเพิ่มเติม และอาจมีการทดสอบด้วยวิธีดังต่อไปนี้ร่วมด้วย

  • การตรวจระบบประสาท ด้วยการทดสอบการตอบสนอง กำลังความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความรู้สึกจากการสัมผัส การทรงตัว หรือการมองเห็น เป็นต้น
  • การตรวจเลือด แพทย์จะตรวจนับจำนวนของแอนติบอดี้ ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงนั้นจะมีจำนวนของแอนติบอดี้ที่ไปยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อมากผิดปกติ ส่วนมากจะตรวจพบแอนติบอดี้ชนิด Anti-MuSK
  • การตรวจการชักนำประสาท (Nerve Conduction Test) ทำได้ 2 วิธี คือ Repetitive Nerve Stimulation Test เป็นการทดสอบด้วยการกระตุ้นเส้นประสาทซ้ำ ๆ เพื่อดูการทำงานของมัดกล้ามเนื้อ โดยการติดขั้วไฟฟ้าที่ผิวหนังบริเวณที่พบอาการอ่อนแรง และส่งกระแสไฟฟ้าปริมาณเล็กน้อยเข้าไปเพื่อตรวจสอบความสามารถของเส้นประสาทในการส่งสัญญาณไปที่มัดกล้ามเนื้อ และการตรวจด้วยไฟฟ้า (Electromyography) เป็นการวัดกระแสไฟฟ้าจากสมองที่ส่งไปยังกล้ามเนื้อเพื่อดูการทำงานของเส้นใยกล้ามเนื้อเพียงเส้นเดียว (Single-fiber Electromyography หรือ EMG)
  • Edrophonium Test หรือ Tensilon Test โดยการฉีด Edrophonium Chloride ปกติกล้ามเนื้อหดตัวทำงานจากการที่สารสื่อประสาทแอซิติลโคลีน (Acetylcholine) ไปจับตัวรับที่กล้ามเนื้อ จากนั้นจะมีกระบวนการที่ทำให้แอซิติลโคลีนปล่อยจากตัวรับที่กล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว การฉีด Edrophonium จะไปยับยั้งขั้นตอนการปล่อยตัวจากตัวรับ ทำให้แอซิติลโคลีนเกาะตัวกับตัวรับนานขึ้นจึงทำให้กล้ามเนื้อยังคงทำงานหดตัวได้นานขึ้น ไม่เกิดอาการอ่อนแรง แต่อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ เช่น ปัญหาการเต้นของหัวใจและการหายใจ แพทย์จะวินิจฉัยด้วยวิธีนี้ก็ต่อเมื่อพบความผิดปกติจากการตรวจเลือดและการตรวจด้วยไฟฟ้า ทำโดยแพทย์ประสาทวิทยาที่มีความเชี่ยวชาญและมีอุปกรณ์ครบครัน จึงเป็นผลให้แพทย์ไม่นิยมวินิจฉัยด้วยวิธีนี้
  • การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computerized Tomography) หรือ การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging) เพื่อหาเนื้องอกหรือความผิดปกติที่บริเวณต่อมไทมัส
  • การทดสอบการทำงานของปอด (Pulmonary Function Tests) เพื่อประเมินสภาพการทำงานของปอดและการหายใจ
  • Ice Pack Test เป็นการทดสอบเสริม โดยแพทย์จะนำถุงน้ำแข็งมาวางในจุดที่มีอาการตาตกเป็นเวลา 2 นาที และวิเคราะห์การฟื้นตัวจากหนังตาตกเพื่อวินิจฉัยโรคต่อไป

การรักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง

ในปัจจุบัน การรักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงมีหลายวิธี แต่ส่วนใหญ่รักษาตามอาการและเน้นเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง ทั้งนี้แพทย์จะเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับเงื่อนไขของผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรงแต่ละราย เช่น อายุ ความรุนแรงของอาการ ตำแหน่งที่เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นต้น โดยมีวิธีการรักษาดังนี้

  • การรับประทานยา
    • ยาในกลุ่ม Cholinesterase Inhibitors เช่น ไพริโดสติกมีน (Pyridostigmine) เหมาะแก่ผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรงระดับเบาหรือผู้ที่เพิ่งเริ่มมีอาการ โดยยาจะช่วยเพิ่มการทำงานระหว่างเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อมีการหดตัวและแข็งแรงขึ้น การใช้ยานี้อาจมีผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร ท้องเสีย คลื่นไส้ เหงื่อออกและน้ำลายไหลมาก เป็นต้น
    • ยาในกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) เช่น เพรดนิโซน (Prednisone) เป็นยาชนิดเม็ดที่ใช้ในปริมาณต่ำ เพื่อยับยั้งการผลิตแอนติบอดี้ การใช้ยานี้อาจมีผลข้างเคียงได้ เช่น กระดูกบางลง น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เสี่ยงต่อการติดเชื้ออื่น ๆ รวมไปถึงโรคเบาหวาน
    • ยากดภูมิคุ้มกัน (Immunosuppressants) เช่น อะซาไธโอพรีน, ไมโคฟีโนเลต โมฟีทิล, ไซโคลสปอริน, เมทโธเทร็กเต หรือทาโครลิมัส การใช้ยานี้อาจมีผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน เสี่ยงต่อการติดเชื้ออื่น ๆ รวมไปถึงตับและไตอักเสบ การใช้ยานี้จำเป็นต้องใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานจึงจะเห็นผล ควรตรวจเลือดอย่างสม่ำเสมอร่วมด้วย เพื่อตรวจสอบระบบภูมิคุ้มกันและผลข้างเคียงอื่น ๆ
  • การเปลี่ยนถ่ายพลาสม่า (Plasmapheresis) โดยเป็นการกำจัดแอนติบอดี้ที่จะไปขัดขวางการทำงานของกล้ามเนื้อออกจากร่างกาย โดยวิธีการรักษานี้จะให้ผลอยู่เพียงไม่กี่สัปดาห์ และอาจเกิดผลข้างเคียงได้ เช่น ความดันเลือดลดลง มีเลือดไหล จังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ ปวดกล้ามเนื้อ เป็นต้น การรักษาด้วยวิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง

  • การบำบัดด้วยอิมมูโนโกลบูลิน (Intravenous Immunoglobulin) หรือ IVIg จะช่วยเพิ่มจำนวนแอนติบอดี้ที่มีความเป็นปกติ ซึ่งจะช่วยปรับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย การรักษาด้วยวิธีนี้เสี่ยงน้อยกว่าการเปลี่ยนถ่ายพลาสม่า เห็นผล 3-6 สัปดาห์ แต่ส่งผลข้างเคียงในระดับที่ไม่รุนแรงนัก เช่น หนาวสั่น วิงเวียน ปวดศีรษะ และบวมน้ำ การรักษาด้วยวิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง

  • การฉีดยา Rituximab เข้าเส้นเลือด จะใช้กับผู้ป่วยในบางกรณี มีผลในการกำจัดเซลล์เม็ดเลือดขาว และเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

  • การผ่าตัดต่อมไทมัส พบว่าในผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรงจำนวน 15% มีเนื้องอกเกิดขึ้นที่บริเวณต่อมไทมัส ซึ่งเป็นต่อมที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย แพทย์จะผ่าตัดต่อมไทมัสเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนในอนาคต เช่น เนื้องอกที่ ต่อมไทมัสที่อาจกระจายสู่หน้าอก เป็นต้น

แนวทางปฎิบัติสำหรับผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรงและคนใกล้ชิด

  • พักผ่อนให้มาก เพื่อลดการเกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • หลีกเลี่ยงความร้อนและความเครียด เพราะอาจทำให้อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงแย่ลงได้
  • ติดตั้งราวจับสำหรับผู้ป่วย เช่น ในห้องน้ำ รวมถึงเก็บกวาดบ้านเพื่อป้องกันผู้ป่วยสะดุด
  • เลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าแทนการออกแรงเอง เพื่อป้องกันอาการเหนื่อยในผู้ป่วย เช่น แปรงสีฟันไฟฟ้า
  • รับประทานอาหารที่อ่อนนุ่มและไม่ต้องเคี้ยวมาก แบ่งมื้ออาหารเป็นหลาย ๆ มื้อ และเพลิดเพลินกับการรับประทานและการเคี้ยวในช่วงที่กล้ามเนื้อมีความแข็งแรง
  • ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการใช้ผ้าปิดตาในผู้ป่วยที่เห็นภาพซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพในกระทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น เขียนหรืออ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ และเพื่อลดการเกิดภาพซ้อน

ภาวะแทรกซ้อนของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง รักษาให้อาการดีขึ้นได้ แต่ถ้าไม่ได้เข้ารับการรักษาที่ทันท่วงที อาจมีแนวโน้มทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น

  • ภาวะหายใจล้มเหลว (Myasthenic Crisis) เกิดขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อที่มีหน้าที่ควบคุมการหายใจอยู่ในภาวะอ่อนแอ แทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถหายใจได้ด้วยตนเอง
  • เนื้องอกที่ต่อมไทมัส มีโอกาสเกิดขึ้นได้ประมาณ 15% ในผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งต้อมไทมัสนี้เป็นต่อมที่มีความเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
  • ภาวะพร่องไทรอยด์ (Hypothyroid) หรือภาวะไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroid) ต่อมไทรอยด์เป็นต่อมที่อยู่บริเวณด้านหน้าของลำคอ มีหน้าที่หลั่งฮอร์โมนที่ควบคุมการเผาผลาญ หากเกิดการแทรกซ้อนของภาวะพร่องไทรอยด์ ผู้ป่วยจะมีอาการขี้หนาว น้ำหนักขึ้น ส่วนในผู้ป่วยที่มีการแทรกซ้อนของภาวะไทรอยด์เป็นพิษ จะมีอาการขี้ร้อน น้ำหนักลดลง
  • มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองอื่น ๆ เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรดเอสแอลอี (Systemic Lupus Erythematosus) หรือที่รู้จักในชื่อโรคพุ่มพวง

การป้องกันโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง

ในปัจจุบัน โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงยังไม่สามารถป้องกันได้ แต่หลีกเลี่ยงโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

  • ป้องกันการติดเชื้อต่าง ๆ ด้วยการมีสุขอนามัยที่ดี และหลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วย

  • หากเกิดการติดเชื้อหรือป่วย ควรรีบรักษาด้วยวิธีที่ถูกต้องทันที

  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังที่หนักเกินไป

  • ไม่ควรทำให้ตัวเองรู้สึกร้อนหรือหนาวมากจนเกินไป

  • ควบคุมความเครียด

เจ็บหน้าอก

เจ็บหน้าอก (Chest Pain) อาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นบริเวณหน้าอก ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่บริเวณไหล่

เจ็บหน้าอก (Chest Pain) คือ อาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นบริเวณหน้าอก ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่บริเวณไหล่ลงมาถึงช่วงล่างของซี่โครง สาเหตุของอาการเจ็บหน้าอกมีหลายอย่าง การวินิจฉัยสาเหตุระบุได้ยากหากไม่ได้รับการตรวจอย่างละเอียด ผู้ที่มีอาการเจ็บหน้าอกควรรีบพบแพทย์ เนื่องจากอาการดังกล่าวอาจเป็นผลมาจากการป่วยด้วยโรคที่ร้ายแรง เช่น โรคหัวใจ เป็นต้น โดยผู้ที่เพิ่งเกิดอาการเจ็บหน้าอก เจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง หรือเกิดอาการนี้มาเรื่อย ๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยโรคและรักษาต่อไป

อาการเจ็บหน้าอก

ปัญหาสุขภาพและโรคหลายโรคอาจก่อให้เกิดอาการเจ็บหน้าอกได้ ซึ่งปัญหาสุขภาพของโรคบางโรคที่ทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอกนั้นอาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับหัวใจ อย่างไรก็ตาม หากรู้สึกเจ็บหน้าอกขึ้นมา ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจและวินิจฉัยสาเหตุของอาการดังกล่าว ทั้งนี้ อาการเจ็บหน้าอกที่มีสาเหตุมาจากโรคหรือปัญหาสุขภาพแต่ละอย่างจะเกิดอาการเจ็บที่แตกต่างกัน ดังต่อไปนี้

อาการเจ็บหน้าอกที่เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพหัวใจ

อาการเจ็บหน้าอกที่ปรากฏกับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพหัวใจนั้นมักมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย โดยทั่วไป มักมีลักษณะอาการต่อไปนี้

  • รู้สึกแน่นหรือเหมือนถูกกดที่หน้าอก
  • รู้สึกเจ็บเหมือนถูกบีบที่หน้าอกและเจ็บร้าวไปที่หลัง คอ ขากรรไกร ไหล่และแขน โดยเฉพาะแขนซ้าย
  • อาการเจ็บที่เพิ่งหายไปกำเริบขึ้นได้หากต้องออกแรงมาก และอาจเป็น ๆ หาย ๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับความหนักหน่วงของกิจกรรมที่ทำ
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจไม่สุด
  • เหงื่อออกแต่ตัวเย็น
  • ง่วงซึมหรืออ่อนเพลีย
  • วิงเวียนหรืออาเจียน

หายใจไม่อิ่มขณะตั้งครรภ์

อาการเจ็บหน้าอกจากปัญหาสุขภาพอื่น ๆ

อาการเจ็บหน้าอกไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าเกิดจากปัญหาสุขภาพของหัวใจหรือปัญหาสุขภาพอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม อาการ เจ็บหน้าอก ที่มีแนวโน้มว่าไม่ได้เกิดจากปัญหาสุขภาพหัวใจนั้นมักเกิดลักษณะของอาการดังนี้

  • รับรสเปรี้ยวหรือรู้สึกว่ามีน้ำจากสิ่งที่กลืนลงไปไหลขึ้นมาที่คอ
  • อาการเจ็บหน้าอกอาจดีขึ้นหรือแย่ลงเมื่อขยับตัวเปลี่ยนอิริยาบถ
  • อาการเจ็บหน้าอกกำเริบมากขึ้นเมื่อหายใจลึก ๆ หรือไอ
  • รู้สึกแน่นตึงเมื่อกดหน้าอก

สาเหตุของอาการเจ็บหน้าอก

สาเหตุของการเจ็บหน้าอกประกอบด้วยปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่ สาเหตุที่เกี่ยวกับหัวใจ สาเหตุจากระบบย่อยอาหาร สาเหตุจากกล้ามเนื้อและกระดูก สาเหตุเกี่ยวกับปอด และสาเหตุอื่น ๆ โดยแต่ละสาเหตุมีรายละเอียด ดังนี้

สาเหตุที่เกี่ยวกับหัวใจ

อาการเจ็บหน้าอกที่มีสาเหตุเกี่ยวกับหัวใจนั้น ประกอบด้วย

  • โรคหัวใจหรือภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Myocardial Infarction)
    เกิดจากการที่ลิ่มเลือดอุดตัน ทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้  เว็บสล็อต  เมื่อเลือดไหลไปเลี้ยงหัวใจได้น้อยลงก็เป็นสาเหตุให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บปวดเหมือนถูกบีบรัดที่บริเวณตรงกลางหรือด้านซ้ายของหน้าอกขึ้นมาทันที แม้จะนอนพักอาการก็ไม่ทุเลาลง นอกจากนี้ ผู้ป่วยจะเหงื่อออก คลื่นไส้ หายใจไม่สุด หรือรู้สึกอ่อนแรงอย่างรุนแรงร่วมด้วย
  • ภาวะเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด (Angina)
    ภาวะนี้เป็นผลมาจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Artery Disease: CAD) ที่มีคราบตะกรันหนาสะสมอยู่ภายในผนังของหลอดเลือดแดงซึ่งทำหน้าที่ลำเลียงเลือดไปเลี้ยงหัวใจ โดย คราบตะกรัน นี้จะทำให้หลอดเลือดแดงแคบลง ส่งผลให้ร่างกายลำเลียงเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่พอ จนเกิด ภาวะเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด ผู้ป่วยจะเกิดอาการเจ็บเหมือนถูกกดหรือบีบที่หน้าอก ซึ่งอาการนี้อาจกระจายไปที่แขน ไหล่ ขากรรไกร หรือหลัง ทั้งนี้ ผู้ป่วยมักเกิดอาการดังกล่าวเมื่อออกแรงทำกิจกรรมอย่างออกกำลังกาย ตื่นเต้น หรือรู้สึกเครียด ซึ่งอาการจะทุเลาลงเมื่อหยุดพักจากกิจกรรมดังกล่าว
  • ภาวะเลือดเซาะผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ (Aortic Dissection)
    เกิดจากหลอดเลือดแดงที่อยู่ติดกับหัวใจหรือผนังหลอดเลือดแดงนั้นฉีกขาด หากภายในชั้นผิวของผนังหลอดเลือดนี้แยกออกจากกัน เลือดก็จะไหลทะลักเข้ามาตรงกลางชั้นผิว ทำให้ผนังหลอดเลือดแดงเกิดการฉีกขาดมากขึ้น ซึ่งถือว่าอันตรายต่อชีวิต อย่างไรก็ตาม มักเกิดได้ไม่บ่อยนัก เมื่อผู้ป่วยประสบภาวะนี้ จะเกิดอาการเจ็บหน้าอกเหมือนถูกฉีกตั้งแต่คอ หลัง ไปจนถึงท้อง

เจ็บหน้าอก อาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นบริเวณหน้าอก ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่บริเวณไหล่

เจ็บหน้าอก (Chest Pain) คือ อาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นบริเวณหน้าอก ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่บริเวณไหล่ลงมาถึงช่วงล่างของซี่โครง สาเหตุของอาการเจ็บหน้าอกมีหลายอย่าง การวินิจฉัยสาเหตุระบุได้ยากหากไม่ได้รับการตรวจอย่างละเอียด ผู้ที่มีอาการเจ็บหน้าอกควรรีบพบแพทย์ เนื่องจากอาการดังกล่าวอาจเป็นผลมาจากการป่วยด้วยโรคที่ร้ายแรง เช่น โรคหัวใจ เป็นต้น โดยผู้ที่เพิ่งเกิดอาการเจ็บหน้าอก เจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง หรือเกิดอาการนี้มาเรื่อย ๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยโรคและรักษาต่อไป

อาการเจ็บหน้าอก

ปัญหาสุขภาพและโรคหลายโรคอาจก่อให้เกิดอาการเจ็บหน้าอกได้ ซึ่งปัญหาสุขภาพของโรคบางโรคที่ทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอกนั้นอาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับหัวใจ อย่างไรก็ตาม หากรู้สึกเจ็บหน้าอกขึ้นมา ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจและวินิจฉัยสาเหตุของอาการดังกล่าว ทั้งนี้ อาการเจ็บหน้าอกที่มีสาเหตุมาจากโรคหรือปัญหาสุขภาพแต่ละอย่างจะเกิดอาการเจ็บที่แตกต่างกัน ดังต่อไปนี้

อาการเจ็บหน้าอกที่เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพหัวใจ

อาการเจ็บหน้าอกที่ปรากฏกับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพหัวใจนั้นมักมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย  UFABET  โดยทั่วไป มักมีลักษณะอาการต่อไปนี้

  • รู้สึกแน่นหรือเหมือนถูกกดที่หน้าอก
  • รู้สึกเจ็บเหมือนถูกบีบที่หน้าอกและเจ็บร้าวไปที่หลัง คอ ขากรรไกร ไหล่และแขน โดยเฉพาะแขนซ้าย
  • อาการเจ็บที่เพิ่งหายไปกำเริบขึ้นได้หากต้องออกแรงมาก และอาจเป็น ๆ หาย ๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับความหนักหน่วงของกิจกรรมที่ทำ
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจไม่สุด
  • เหงื่อออกแต่ตัวเย็น
  • ง่วงซึมหรืออ่อนเพลีย
  • วิงเวียนหรืออาเจียน

อาการเจ็บหน้าอกจากปัญหาสุขภาพอื่น ๆ

อาการเจ็บหน้าอกไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าเกิดจากปัญหาสุขภาพของหัวใจหรือปัญหาสุขภาพอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม อาการเจ็บหน้าอกที่มีแนวโน้มว่าไม่ได้เกิดจากปัญหาสุขภาพหัวใจนั้นมักเกิดลักษณะของอาการดังนี้

  • รับรสเปรี้ยวหรือรู้สึกว่ามีน้ำจากสิ่งที่กลืนลงไปไหลขึ้นมาที่คอ
  • อาการเจ็บหน้าอกอาจดีขึ้นหรือแย่ลงเมื่อขยับตัวเปลี่ยนอิริยาบถ
  • อาการเจ็บหน้าอกกำเริบมากขึ้นเมื่อหายใจลึก ๆ หรือไอ
  • รู้สึกแน่นตึงเมื่อกดหน้าอก

เจ็บหน้าอก

สาเหตุของอาการเจ็บหน้าอก

สาเหตุของการเจ็บหน้าอกประกอบด้วยปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่ สาเหตุที่เกี่ยวกับหัวใจ สาเหตุจากระบบย่อยอาหาร สาเหตุจากกล้ามเนื้อและกระดูก สาเหตุเกี่ยวกับปอด และสาเหตุอื่น ๆ โดยแต่ละสาเหตุมีรายละเอียด ดังนี้

สาเหตุที่เกี่ยวกับหัวใจ

อาการเจ็บหน้าอกที่มีสาเหตุเกี่ยวกับหัวใจนั้น ประกอบด้วย

  • โรคหัวใจหรือภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Myocardial Infarction)
    เกิดจากการที่ลิ่มเลือดอุดตัน ทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ เมื่อเลือดไหลไปเลี้ยงหัวใจได้น้อยลงก็เป็นสาเหตุให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บปวดเหมือนถูกบีบรัดที่บริเวณตรงกลางหรือด้านซ้ายของหน้าอกขึ้นมาทันที แม้จะนอนพักอาการก็ไม่ทุเลาลง นอกจากนี้ ผู้ป่วยจะเหงื่อออก คลื่นไส้ หายใจไม่สุด หรือรู้สึกอ่อนแรงอย่างรุนแรงร่วมด้วย
  • ภาวะเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด (Angina)
    ภาวะนี้เป็นผลมาจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Artery Disease: CAD) ที่มีคราบตะกรันหนาสะสมอยู่ภายในผนังของหลอดเลือดแดงซึ่งทำหน้าที่ลำเลียงเลือดไปเลี้ยงหัวใจ โดย คราบตะกรัน นี้จะทำให้หลอดเลือดแดงแคบลง ส่งผลให้ร่างกายลำเลียงเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่พอ จนเกิดภาวะเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด ผู้ป่วยจะเกิดอาการเจ็บเหมือนถูกกดหรือบีบที่หน้าอก ซึ่งอาการนี้อาจกระจายไปที่แขน ไหล่ ขากรรไกร หรือหลัง ทั้งนี้ ผู้ป่วยมักเกิดอาการดังกล่าวเมื่อออกแรงทำกิจกรรมอย่างออกกำลังกาย ตื่นเต้น หรือรู้สึกเครียด ซึ่งอาการจะทุเลาลงเมื่อหยุดพักจากกิจกรรมดังกล่าว
  • ภาวะเลือดเซาะผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ (Aortic Dissection)
    เกิดจากหลอดเลือดแดงที่อยู่ติดกับหัวใจหรือผนังหลอดเลือดแดงนั้นฉีกขาด หากภายในชั้นผิวของผนังหลอดเลือดนี้แยกออกจากกัน เลือดก็จะไหลทะลักเข้ามาตรงกลางชั้นผิว ทำให้ผนังหลอดเลือดแดงเกิดการฉีกขาดมากขึ้น ซึ่งถือว่าอันตรายต่อชีวิต อย่างไรก็ตาม มักเกิดได้ไม่บ่อยนัก เมื่อผู้ป่วยประสบภาวะนี้ จะเกิดอาการเจ็บหน้าอกเหมือนถูกฉีกตั้งแต่คอ หลัง ไปจนถึงท้อง
  • โรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (Pericarditis)
    ภาวะนี้เกิดจากเยื่อหุ้มที่ล้อมรอบหัวใจนั้นเกิดอาการอักเสบ ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บแปลบตั้งแต่คอช่วงบนลงมาถึงกล้ามเนื้อไหล่ โดยอาการจะยิ่งแย่ลงเมื่อหายใจเข้าลึก ๆ กลืนอาหาร หรือนอนหงาย
  • กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน (Myocarditis)
    นอกจากจะเกิดอาการเจ็บหน้าอกแล้ว กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลันอาจก่อให้เกิดอาการเป็นไข้ ปวดเมื่อย หัวใจเต้นเร็ว และมีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ ถึงแม้จะไม่เกิดอาการหัวใจขาดเลือด แต่อาการก็จะคล้ายโรคหัวใจ
  • กล้ามเนื้อหัวใจเสื่อม (Hypertrophic Cardiomyopathy)
    ผู้ที่ป่วยโรคนี้จะมีกล้ามเนื้อหัวใจที่โตหนาผิดปกติ บางครั้งนำไปสู่ปัญหาเกี่ยวกับการลำเลียงเลือดไปเลี้ยงหัวใจ ทั้งนี้ อาจเกิดหัวใจวายได้หากกล้ามเนื้อหัวใจหนาขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อที่จะส่งเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ผู้ป่วยจะเกิดอาการเจ็บหน้าอกและหายใจไม่สุดเมื่อออกกำลังกาย  และอาจเวียนหัว วิงเวียน และเป็นลมร่วมด้วย
  • โรคลิ้นหัวใจยาว (Mitral Valve Prolapse)
    โรคนี้เป็นโรคที่ลิ้นหัวใจปิดกันไม่สนิทนอกจากจะเกิดอาการเจ็บหน้าอกแล้ว ผู้ป่วยยังรู้สึกใจสั่นและเวียนหัวด้วย

สาเหตุจากระบบย่อยอาหาร

นอกจากจะเกี่ยวข้องกับหัวใจแล้ว อาการเจ็บหน้าอกยังเป็นผลมาจากระบบย่อยอาหารได้อีกด้วย ซึ่งได้แก่

  • ปัญหาเกี่ยวกับการกลืนอาหาร
    ปัญหาเกี่ยวกับการกลืนอาหารมักเกิดขึ้นที่หลอดอาหาร ทำให้กลืนอาหารลำบากและรู้สึกเจ็บหน้าอก โดยอาการเจ็บหน้าอกที่เกี่ยวกับหลอดอาหารนั้น ได้แก่
  • อาการแสบร้อนกลางอก (Heartburn)
    อาการนี้ถือเป็นอาการหลักของโรคกรดไหลย้อน (Gastro-Oesophageal Reflux Disease) เกิดจากกรดในกระเพาะอาหารไหลขึ้นมาที่หลอดอาหาร ปกติแล้วอาหารที่รับประทานและกลืนเข้าไปจะผ่านหลอดอาหารไปยังกระเพาะอาหาร โดยมีหูรูดซึ่งอยู่ปลายสุดของหลอดอาหารทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหาร แต่หากกล้ามเนื้อหูรูดไม่แข็งแรงก็ทำให้กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาได้ ผู้ป่วยจะรู้สึกแสบร้อนและรับรสเปรี้ยวจากท้องขึ้นมาที่อกและคอ ทั้งนี้ ผู้ป่วยยังรู้สึกเจ็บที่ท้องส่วนบนและหน้าอก ไม่สบาย ท้องอืด และเกิดอาการเรอเปรี้ยวและแสบร้อนเมื่อกลืนเครื่องดื่มร้อน อาการแสบร้อนนี้มักเป็นและหาย และจะแย่ลงทุกครั้งหลังรับประทานอาหารเสร็จใหม่ ๆ บ่อยครั้งที่หลายคนมักเข้าใจอาการเจ็บหน้าอกเพราะภาวะแสบร้อนกลางทรวงอกว่าเป็นเพราะโรคหัวใจ เพราะหัวใจและหลอดอาหารนั้นอยู่ใกล้กันและมีเส้นประสาทร่วมกัน
  • โรคกระเพาะ (Peptic Ulcers) ผู
    ป่วยโรคกระเพาะจะเกิดอาการแสบร้อนภายในท้องหรือส่วนแรกของลำไส้เล็ก มักเกิดขึ้นกับผู้ที่รับประทานอาหารไม่ตรงเวลา สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือใช้ยาแก้ปวดหรือยาลดอาการอักเสบ

    • หลอดอาหารบีบตัวผิดปกติ (Esophageal Contraction Disorders) การหดเกร็งของกล้ามเนื้อและอาการที่กลืนอาหารลำบากซึ่งเกิดขึ้นตรงหลอดอาหารนั้นทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอกได้
    • ภาวะหลอดอาหารทะลุ (Esophageal Perforation) ผู้ที่เกิดอาการเจ็บหน้าอกอย่างรุนแรงทันทีที่อาเจียนนั้น เป็นสัญญาณที่แสดงให้รู้ว่าผู้ป่วยประสบภาวะหลอดอาหารทะลุ
  • ปัญหาเกี่ยวกับถุงน้ำดีและตับ
    อาการถุงน้ำดีหรือตับอักเสบจะทำให้เกิดอาการเจ็บท้องและลามมาถึงหน้าอกได้ โดยอาการเจ็บหน้าอกอันเป็นผลมาจากปัญหาเกี่ยวกับถุงน้ำดีและตับ ได้แก่ 

    • ตับอ่อนอักเสบ (Pancreatitis) ผู้ป่วยตับอ่อนอักเสบจะรู้สึกเจ็บหน้าอกส่วนล่าง โดยจะเกิดอาการเมื่อนอนราบลงไป และดีขึ้นเมื่อนั่งเอนตัวไปข้างหน้า
    • ปัญหาที่ถุงน้ำดี ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับถุงน้ำดีมักรู้สึกจุกหรือเจ็บบริเวณด้านล่างขวาของหน้าอกหรือด้านบนขวาของท้องหลังจากรับประทานอาหารเสร็จ
  • โรคไส้เลื่อนกะบังลม (Hiatal Hernia)
    ภาวะนี้จะเกิดขึ้นเมื่อท้องส่วนบนเลื่อนไปชนหน้าอกส่วนล่าง ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังรับประทานอาหารเสร็จ ทำให้เกิดกรดไหลย้อน นำไปสู่อาการแสบร้อนกลางอกและเจ็บหน้าอกในที่สุด อาการจะยิ่งแย่ลงเมื่อนอนหงาย

สาเหตุจากกล้ามเนื้อและกระดูก

อาการเจ็บหน้าอกบางอย่างอาจเกี่ยวข้องกับการได้รับบาดเจ็บหรือสาเหตุอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างผนังทรวงอก ดังนี้

  • กระดูกอ่อนของซี่โครงอักเสบ (Costochondritis)
    กระดูกอ่อนของผนังอก โดยเฉพาะส่วนที่เชื่อมกับกระดูกหน้าอกนั้น เมื่อเกิดการอักเสบ จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บ บวม ตึงรอบ ๆ ซี่โครง และจะรู้สึกเจ็บมากเมื่อนอนหงาย หายใจลึก ๆ ไอ หรือจาม
  • ได้รับบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อและเอ็นกล้ามเนื้อ
    ผนังอกตรงซี่โครงมีกล้ามเนื้อหลายส่วนที่อยู่ล้อมรอบและช่วยให้ผนังอกสามารถเคลื่อนไหวระหว่างที่หายใจได้ หากกล้ามเนื้อเหล่านี้ถูกใช้งานอย่างหนักจนเส้นใยกล้ามเนื้อฉีกขาด เช่น ออกกำลังกายที่ใช้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก ยกของหนัก เคลื่อนไหวทันทีทันใด หรือไอติดต่อกันนาน ๆ อาจส่งผลให้เกิดอาการเจ็บหน้าอกได้
  • ซี่โครงได้รับบาดเจ็บ
    ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดซี่โครงหักหรือช้ำ ซึ่งทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอกขึ้นได้เช่นกัน

สาเหตุเกี่ยวกับปอด

ปัญหาเกี่ยวกับปอดที่ทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอกนั้นมีหลายอย่าง โดยสาเหตุของอาการเจ็บหน้าอกที่เกี่ยวกับปอดและพบได้ทั่วไป ได้แก่

  • โรคลิ่มเลือดอุดกั้นปอด (Pulmonary Embolism)
    เมื่อลิ่มเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดเข้าไปอุดที่ปอด ปิดทางไม่ให้เลือดลำเลียงไปเลี้ยงเนื้อเยื่อของปอดได้ จะทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก โดยผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บแปลบตรงกลางอกหลังกระดูกสันอก หายใจได้ไม่สุด ไอเป็นเลือด เป็นไข้อ่อน ๆ หัวใจเต้นเร็ว
  • เยื่อหุ้มปอดอักเสบ (Pleurisy)
    ปอดมีเยื่อหุ้ม 2 ชั้น โดยชั้นแรกอยู่ด้านในกล้ามเนื้อและกระดูกซี่โครงของผนังอก เยื่อหุ้มอีกชั้นอยู่ล้อมรอบปอด ช่องว่างระหว่างเยื่อหุ้มทั้ง 2 ชั้นนี้มีของเหลวไหลอยู่ไปมาระหว่างปอดและผนังอกตามจังหวะการเคลื่อนไหวของร่างกาย สาเหตุที่เยื่อหุ้มปอดอักเสบเกิดจากการอักเสบติดเชื้อหรือสาเหตุอื่นๆ  ส่งผลให้ผู้ป่วยเจ็บ แปล๊บเหมือนถูกของมีคมแทงที่หน้าอก ทั้งนี้ ผู้ป่วยสามารถเจ็บตรงส่วนไหนของอกก็ได้ขึ้นอยู่กับว่าเยื่อหุ้มปอดเกิดการอักเสบที่ส่วนใด และจะยิ่งเจ็บมากเมื่อหายใจเข้า ไอ หรือจาม
  • ภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูง (Pulmonary Hypertension)
    เมื่อความดันเลือดในปอดสูงขึ้น ทำให้หัวใจด้านซ้ายต้องทำงานหนักขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก โดยผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บหน้าอกเหมือนถูกกดหรือบีบที่บริเวณดังกล่าว คล้ายอาการเจ็บหน้าอกจากภาวะเจ็บหน้าอกเพราะหัวใจขาดเลือด
  • ภาวะโพรงเยื่อหุ้มปอดมีอากาศ (Pneumothorax)
    เกิดจากการที่มีอากาศเข้าไปอยู่ระหว่างปอดและผนังอก ซึ่งสาเหตุหลักเกิดได้ 2 อย่าง อย่างแรกเกิดจากการที่มีโพรงอากาศอยู่ในเยื่อหุ้มปอดอยู่ก่อนแล้ว และอากาศก็เพิ่มขึ้นมา โดยด้านนอกบางส่วนของปอดอาจเกิดรอยฉีกเล็กน้อย ทำให้อากาศเข้ามา ซึ่งจัดเป็นภาวะแทรกซ้อนของการป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับปอด สำหรับสาเหตุที่ 2 เกิดจากการได้รับบาดเจ็บที่หน้าอกมาก่อน เช่น แผลจากการถูกแทง ถูกรถชน หรือปอดแตกหลังเล่นกีฬา ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บปลาบที่ด้านใดด้านหนึ่งของหน้าอก และจะยิ่งเจ็บมากขึ้นเมื่อหายใจเข้าทำให้หายใจไม่ออก
  • ปอดบวมหรือฝีในปอด
    การติดเชื้อในปอดของโรคเหล่านี้ทำให้เยื่อหุ้มปอดอักเสบและเกิดอาการเจ็บหน้าอก โดยผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บลึกเข้าไปข้างใน สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นปอดบวมมักเกิดอาการเจ็บหน้าอกทันที มีไข้ ไอและมีหนองออกมาด้วย
  • โรคหอบหืด (Asthma)
    โรคหอบคือโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจอักเสบ ผู้ป่วยจะหายใจลำบาก หายใจเสียงดังวี๊ด คล้ายหายใจไม่ออก ไอ และบางครั้งก็เจ็บหน้าอก

สาเหตุอื่น ๆ

นอกจากสาเหตุที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว อาการเจ็บหน้าอกยังมีสาเหตุอื่น ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วยทางร่างกายโดยตรงอีกด้วย ดังนี้

  • ความกลัวหรือกังวล
    ความกลัวหรือกังวลถือเป็นสาเหตุของอาการเจ็บหน้าอกที่พบได้ไม่บ่อยนัก โดยความรู้สึกกลัวหรือกังวลนั้นส่งผลให้เกิดอาการทางร่างกายอย่างเจ็บหน้าอก หัวใจเต้นเร็ว เหงื่อออกมาก หายใจไม่สุด คลื่นไส้ เวียนหัว และรู้สึกกลัวตาย
  • โรคงูสวัด (Shingles)
    โรคงูสวัดจะทำให้เกิดตุ่มน้ำใส ๆ ขึ้นตั้งแต่หลังไปจนถึงหน้าอกทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวด

การวินิจฉัยอาการเจ็บหน้าอก

การวินิจฉัยอาการเจ็บหน้าอก ขั้นแรกแพทย์จะทำการตรวจหัวใจก่อน เพราะโรคหัวใจถือว่าเป็นภาวะที่ก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต ทั้งนี้ แพทย์จะตรวจปอดร่วมด้วย โดยการวินิจฉัยอาการเจ็บหน้าอกมีขั้นตอนการวินิจฉัยดังนี้

การวินิจฉัยขั้นแรกประกอบด้วยวิธีต่อไปนี้

  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram: ECG)

    วิธีนี้จะทำการบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ได้จากการรับสัญญาณผ่านขั้วไฟฟ้าที่ติดกับผิวหนัง ผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บตรงกล้ามเนื้อหัวใจจะมีคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ

  • การตรวจเลือด

    แพทย์จะให้ตรวจเลือดเพื่อตรวจดูว่าระดับเอนไซม์ที่พบในกล้ามเนื้อหัวใจนั้นเพิ่มขึ้นหรือไม่ โดยโรคหัวใจจะทำให้เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจเสียหาย ส่งผลให้เอนไซม์ในกล้ามเนื้อหัวใจ  ออกมาอยู่ภายในเลือด

  • การเอกซเรย์

    การตรวจจากภาพเอกซ์เรย์จะช่วยตรวจสภาพปอด ขนาดและรูปร่างของหัวใจ รวมทั้งหลอดเลือดสำคัญอื่น ๆ นอกจากนี้ การวินิจฉัยด้วยวิธีเอกซเรย์ยังช่วยให้แพทย์ทราบว่าผู้ป่วยมีปัญหาเกี่ยวกับปอดอย่างโรคปอดบวมหรือเยื่อหุ้มปอดรั่วหรือไม่

  • การทำซีทีสแกน (CT Scan)

    การทำซีทีสแกนจะช่วยตรวจลิ่มเลือดภายในปอด รวมทั้งผนังหลอดเลือดว่าเกิดการฉีกขาดหรือไม่

เมื่อผ่านการตรวจขั้นแรกแล้ว ผู้ป่วยบางรายอาจต้องทำการตรวจอย่างอื่นเพิ่มเติมด้วย ซึ่งการตรวจอื่น ๆ ได้แก่

  • การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Echocardiogram)

    การตรวจด้วยวิธีนี้จะใช้คลื่นเสียงในการแสดงลักษณะทางกายภาพ การเคลื่อนไหวและการบีบตัวของหัวใจออกมาเป็นวิดีโอ ผู้ป่วยบางรายอาจต้องสอดอุปกรณ์เล็ก ๆ เข้าไปในคอเพื่อส่องดูส่วนต่าง ๆ ของหัวใจให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

  • การทำซีทีสแกน (CT Scan)

    การทำซีทีสแกนในขั้นนี้จะทำเพื่อตรวจหาว่าแคลเซี่ยมสะสมเป็นคราบตะกรัน ปิดกั้นการไหลเวียนเลือดตามผนังหลอดเลือดหัวใจหรือไม่

  • การตรวจเอกซเรย์หลอดเลือด (Angiogram)

    การตรวจเอกซ์เรย์หลอดเลือดนี้จะช่วยวินิจฉัยว่าหลอดเลือดหัวใจใดที่ตีบหรือเกิดการอุดตัน โดยแพทย์จะสอดท่อหรือสายเล็ก ๆ ที่ตรงข้อมือหรือขาหนีบผู้ป่วยเข้าไปยังหลอดเลือดหัวใจ จากนั้นจึงฉีดสารทึบรังสีหรือที่เรียกว่าสีเข้าไปในหลอดเลือด ซึ่งจะแสดงผลของหลอดเลือดหัวใจผ่านอุปกรณ์เอกซ์เรย์


  • การส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร (Endoscopy)

    การตรวจนี้จะช่วยวินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคกระเพาะหรือไม่ โดยแพทย์จะหย่อนกล้องโทรทรรศน์ที่มีลักษณะเล็กและยืดหยุ่นได้ผ่านเข้าไปในหลอดอาหาร เพื่อส่องดูว่ากระเพาะอาหารของผู้ป่วยอักเสบหรือไม่

ตาแห้ง เกิดจากอะไร แก้ไขหรือ รักษา ยังไง ให้หาย

ตาแห้ง เป็นภาวะที่หลายคนเป็นกันมาก โดยจะเกิดขึ้นเมื่อมีน้ำตาไม่เพียงพอในการหล่อเลี้ยงหรือหล่อลื่นดวงตา เนื่องมาจากน้ำตาถูกผลิตออกมาน้อย หรือน้ำตาที่ผลิตออกมาไม่มีคุณภาพ จึงก่อให้เกิดอาการเจ็บตา คันตา คันหู หรือตาแดงตามมา ซึ่งน้ำตาไม่เพียงพอก็มีสาเหตุจากหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น อายุที่มากขึ้น สุขภาพของตนเอง สภาพแวดล้อม หรือการใช้ยาบางชนิด

วิธีรักษาโรคตาแห้ง

โดยทั่วไป สาเหตุของตาแห้งสามารถเกิดจากสิ่งที่เราเจอในทุก ๆ วัน เช่น การอยู่ในที่แจ้งที่มีลมและแดดแรง การจ้องจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานเกินไป หรือจากความเหนื่อยล้า และอาจมาจากการอยู่ในที่ที่มีการสูบบุหรี่ รวมไปถึงสาเหตุอื่น ๆ ดังต่อไปนี้

กระบวนการตามธรรมชาติ โดยเฉพาะในวัยหมดประจำเดือน

ผลข้างเคียงจากการใช้ยา เช่น ยาต้านฮีสตามีน (Antihistamines)

เกิดจากโรคที่มีผลกระทบต่อความสามารถในการสร้างน้ำตา เช่น โรคโจเกรน โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ และโรคของหลอดเลือด (Collagen Vascular Diseases)

ปัญหาที่ทำให้เปลือกตาไม่สามารถปิดลงได้เป็นปกติ

อาการของตาแห้ง รู้สึกไม่สบายตา ตรวจสอบอาการได้

เมื่อตาแห้งก็จะทำให้รู้สึกไม่สบายตา มีอาการระคายเคือง หรือแสบตา ซึ่งอาจเกิดตาแห้งได้จากหลากหลายสถานการณ์ เช่น เมื่อโดยสารเครื่องบิน อยู่ในห้องที่เปิดเครื่องปรับอากาศ ระหว่างขับขี่จักรยานยนต์ หรือหลังจากการมองจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน

โดยปกติอาการตาแห้งมักเกิดพร้อมกันทั้ง 2 ข้าง ซึ่งอาจมีอาการดังต่อไปนี้

  • มีอาการแสบ คัน ระคายเคือง หรือรู้สึกเสียดสีที่ดวงตา
  • เกิดเมือกเหนียว ๆ บริเวณรอบดวงตา
  • สายตามีความไวต่อแสงมากกว่าปกติ
  • ตาแดง
  • รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างอยู่ในดวงตา
  • ใส่คอนแทคเลนส์ได้ยากกว่าปกติ
  • ขับรถในเวลากลางคืนได้ยากขึ้น
  • ตาแฉะ
  • มองเห็นภาพเบลอหรือตาล้า

หากว่ามีสัญญาณหรืออาการของตาแห้งดังกล่าวข้างต้น รวมไปถึงตาแดง ระคายเคือง ตาล้าหรือเจ็บตา ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา ซึ่งแพทย์จะตรวจดูอาการหรือส่งไปยังผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะเพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

รักษาตาแห้งอย่างไรให้ได้ผล ?

โดยส่วนใหญ่ ผู้ที่มีปัญหาตาแห้งแบบเป็นครั้งคราวหรือมีอาการที่ไม่รุนแรง สามารถใช้ยาหยอดตาหรือน้ำตาเทียมที่ขายตามร้านขายยาทั่วไปได้ แต่ในรายที่มีอาการติดต่อกันยาวนานและมีความรุนแรง ต้องมองไปถึงสาเหตุ หรือจัดการกับสภาวะหรือปัจจัยที่เป็นสาเหตุของตาแห้ง รวมไปถึงการรักษาอื่น ๆ ที่สามารถทำให้คุณภาพของน้ำตาดีขึ้น หรือการหยุดไม่ให้น้ำตาระบายออกอย่างรวดเร็ว

ในบางราย การรักษาปัญหาสุขภาพที่เป็นสาเหตุพื้นฐานของตาแห้ง สามารถช่วยกำจัดสัญญาณและอาการของตาแห้งได้ เช่น การรักษาด้วยยาที่เป็นสาเหตุทำให้ตาแห้ง แพทย์อาจแนะนำให้เปลี่ยนไปใช้ยาชนิดอื่นที่ไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียง หรือหากมีปัญหาที่เกี่ยวกับเปลือกตาอย่างขอบเปลือกตาม้วนเข้าด้านใน (Ectropion) แพทย์อาจส่งต่อให้ศัลยแพทย์ตาผ่าตัดแก้ไขและฟื้นฟูโครงสร้างเปลือกตา หรือผู้ป่วยข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) แพทย์ก็จะส่งต่อไปให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านรูมาตอยด์โดยเฉพาะ

โดยยาตามใบสั่งแพทย์ที่ใช้ในการรักษาตาแห้ง ได้แก่

  • ยาที่ใช้เพื่อลดการอักเสบที่เปลือกตา
    การอักเสบที่เกิดขึ้นบริเวณเปลือกตาสามารถทำให้เกิดต่อมน้ำมันจากน้ำมันที่หลั่งออกมาและไปรวมกับน้ำตาได้ แพทย์อาจแนะนำให้มีการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อลดการอักเสบ ซึ่งยาปฏิชีวนะสำหรับตาแห้งส่วนใหญ่จะเป็นแบบยารับประทาน หรือบางคนจะใช้แบบยาหยอดตาหรือขี้ผึ้ง
  • ยาหยอดตาเพื่อควบคุมการอักเสบของกระจกตา
    การอักเสบที่เกิดขึ้นที่กระจกตา อาจควบคุมได้ด้วยการใช้ยาหยอดตาตามใบสั่งยาจากแพทย์ ซึ่งมีส่วนประกอบของ ยาไซโคลสปอริน (Cyclosporin) ซึ่งเป็นยากดภูมิคุ้มกันของร่างกาย หรือการใช้ยาในกลุ่มคอร์ติโคสเตอรอยด์ แต่ยากลุ่มคอร์ติโคสเตอรอยด์นั้นจะไม่เหมาะกับการใช้ในระยะยาวเนื่องจากผลข้างเคียงของยา
  • ไฮดรอกซีโพรพิล เซลลูโลส (Hydroxypropyl Cellulose)
    หากมีอาการตาแห้งระดับปานกลางจนถึงรุนแรง และการใช้น้ำตาเทียมไม่สามารถช่วยได้ แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ทางเลือกอื่นอย่างการใช้ที่แทรกตาหรือไฮดรอกซีโพรพิล เซลลูโลส (Hydroxypropyl Cellulose) ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับเมล็ดข้าวสีใส ๆ ใช้วันละครั้ง โดยการแทรกเข้าไปที่ระหว่างดวงตากับเปลือกตาด้านล่าง สิ่งนี้ก็จะละลายอย่างช้า ๆ และปล่อยสารที่ใช้ในยาหยอดตาเพื่อหล่อลื่นดวงตา
  • ยากระตุ้นน้ำตา
    ยาที่ช่วยเพิ่มการผลิตน้ำตาที่เรียกว่า คอลิเนจิก (Cholinergics) โดยกลุ่มยาชนิดนี้มีทั้งประเภทยาเม็ด แบบเจล หรือยาหยอดตา แต่อาจมีผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น เหงื่อออก
  • ยาหยอดตาที่ทำจากเลือดของตัวเองหรือยาหยอดตาซีรั่ม
    หรือที่เรียกว่า Autologous Blood Serum Drops เป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ตาแห้งรุนแรงโดยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาชนิดอื่น ๆ แต่ในกรณีนี้จะพบได้น้อยมาก

วิธีป้องกันตาแห้งอย่างถูกต้อง

สิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาอาการตาแห้ง คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ของตัวเอง หรือ การป้องกัน ตั้งแต่สาเหตุ ไม่ปล่อยเอาไว้จนเป็น ปัญหาเรื้อรัง โดยการสังเกตตัวเองว่าสถานการณ์หรือสิ่งแวดล้อมใดที่ทำให้เกิดอาการ และพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งนั้น ตัวอย่างง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน เช่น

  • เมื่ออยู่ในที่ที่มีอากาศแห้งมาก ๆ เช่น ในห้องแอร์หรือบนเครื่องบิน พยายามหลับตาพักสายตาบ่อย ๆ เพื่อลดการระเหยของน้ำตา
  • เมื่อต้องทำงานที่ต้องใช้สายตาเป็นระยะเวลานาน ๆ ควรหมั่นพักสายตาบ่อย ๆ โดยเฉพาะการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ ให้พยายามกระพริบตาให้ถี่ขึ้นกว่าปกติ
  • หากต้องทำงานอยู่ในห้องแอร์นาน ๆ อาจใช้เครื่องทำความชื้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศให้กับห้องหรือสถานที่ที่มีอากาศแห้งมาก ๆ ได้
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในบริเวณที่มีลมแรงนาน ๆ หากเลี่ยงไม่ได้ควรสวมแว่นตากันลม เพื่อป้องกันลมปะทะดวงตามากจนเกินไป รวมถึงหลีกเลี่ยงแรงลมจากอุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ให้โดนบริเวณดวงตาโดยตรง เช่น การใช้ไดร์เป่าผม การนั่งจ่อหน้าพัดลมหรือแอร์ในรถยนต์ เป็นต้น
  • หยดน้ำตาเทียมที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป แต่หากต้องการใช้บ่อยครั้งควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีสารกันบูด หรือจะเลือกใช้น้ำตาเทียมชนิดเจลแทน
  • รับประทานกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่พบมากในปลาที่มีกรดไขมันดี อย่างปลาแซลมอนหรือปลาซาร์ดีน แต่ควรปรึกษาแพทย์ถึงปริมาณที่ควรรับประทานในแต่ละวัน รวมถึงข้อดีและข้อเสียของการรับประทานกรดไขมันโอเมก้า 3 ในรูปแบบอาหารเสริม
  • ประคบอุ่นบริเวณเปลือกตา เพื่อลดการอุดตันของไขมันในต่อมเปลือกตาและเพิ่มคุณภาพของน้ำตา หรือทำความสะอาดบริเวณเปลือกตาด้วยผ้าชุบสบู่และน้ำอุ่น จากนั้นล้างออกด้วยความระมัดระวัง
  • การสูบบุหรี่ เป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการตาแห้งให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่สูบเองหรือผู้ที่ไม่ได้สูบก็ควรหลีกเลี่ยงจากควันบุหรี่

อย่างไรก็ตาม หากสัญญาณและอาการของตาแห้งติดต่อกันเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็น ตาแดง ตาล้า เจ็บหรือระคายเคืองตา ควรไปพบจักษุแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาที่เหมาะสม รวมถึงขอคำแนะนำในการดูแลรักษาดวงตาให้กลับมามีสุขภาพดีอีกครั้ง

สิวที่หู สาเหตุและวิธีรับมือง่าย ๆ ด้วยตัวเอง

สิวที่หู เกิดขึ้นเมื่อมีความมัน เหงื่อ หรือ เซลล์ผิวหนังที่ตายอุดตันอยู่ภายในรูขุมขน ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความรำคาญให้กับทุกคน แต่ยังสร้างความเจ็บปวดเมื่อสัมผัส สวมแว่นตา จัดแต่งทรงผม หรือแม้กระทั่งนอนในท่าตะแคง อย่างไรก็ตาม สิวที่หูมักรักษาให้หายได้โดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปพบแพทย์ แล้วการดูแลรักษาสิวด้วยตัวเองจะมีอะไรบ้างนั้น ดูได้จากบทความนี้

สาเหตุของการเกิดสิวที่หู

สิวที่หูมีหลายชนิดด้วยกัน เช่น สิวหัวขาว สิวหัวดำ สิวหัวช้าง สิวหัวหนอง เป็นต้น และสามารถเกิดขึ้นบริเวณใบหูหรือรูหูชั้นนอกก็ได้ โดยสาเหตุของการเกิดสิวมีดังนี้

  • หมวกที่คับหรือผ้าพันศีรษะที่รัดแน่น จะเป็นตัวซับความมันและเหงื่อบริเวณศีรษะและหู ส่งผลให้เกิดสิวที่หู ใบหน้า และตามไรผม
  • การสะสมของแบคทีเรีย โดยเฉพาะหูฟังที่ไม่ได้ทำความสะอาดอาจทำให้เกิดสิวได้ รวมถึงการนำนิ้วที่อาจปนเปื้อนแบคทีเรียแหย่เข้าไปในหูด้วย
  • ความเครียด อาจทำให้ร่างกายหลั่งเหงื่อออกมามากเกินไป หรือทำให้ฮอร์โมนที่ช่วยในการผลิตน้ำมันในร่างกายทำงานผิดปกติ
  • การแพ้อาหาร ยา ผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผม หรือเครื่องสำอางค์ อาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิวที่หู หากมีอาการแพ้อื่น ๆ เกิดขึ้นร่วมด้วย ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาให้ตรงจุดต่อไป
  • ระดับฮอร์โมนที่ไม่สมดุลกัน เมื่อฮอร์โมนเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่น ตั้งครรภ์หรือใช้ยาคุมกำเนิดอาจทำให้เกิดสิวได้

สิวที่หู

สาเหตุของการเกิดสิวที่หู

สิวที่หูมีหลายชนิดด้วยกัน เช่น สิวหัวขาว สิวหัวดำ สิวหัวช้าง สิวหัวหนอง เป็นต้น และสามารถเกิดขึ้นบริเวณใบหูหรือรูหูชั้นนอกก็ได้ โดยสาเหตุของการเกิดสิวมีดังนี้

  • หมวกที่คับหรือผ้าพันศีรษะที่รัดแน่น จะเป็นตัวซับความมันและเหงื่อบริเวณศีรษะและหู ส่งผลให้เกิดสิวที่หู ใบหน้า และตามไรผม
  • การสะสมของแบคทีเรีย โดยเฉพาะหูฟังที่ไม่ได้ทำความสะอาดอาจทำให้เกิดสิวได้ รวมถึงการนำนิ้วที่อาจปนเปื้อนแบคทีเรียแหย่เข้าไปในหูด้วย
  • ความเครียด อาจทำให้ร่างกายหลั่งเหงื่อออกมามากเกินไป หรือทำให้ฮอร์โมนที่ช่วยในการผลิตน้ำมันในร่างกายทำงานผิดปกติ
  • การแพ้อาหาร ยา ผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผม หรือเครื่องสำอางค์ อาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิวที่หู หากมีอาการแพ้อื่น ๆ เกิดขึ้นร่วมด้วย ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาให้ตรงจุดต่อไป
  • ระดับฮอร์โมนที่ไม่สมดุลกัน เมื่อฮอร์โมนเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่น ตั้งครรภ์หรือใช้ยาคุมกำเนิดอาจทำให้เกิดสิวได้

วิธีจัดการกับสิวที่หูด้วยตนเอง

เนื่องจากหูเป็นอวัยวะที่ละเอียดอ่อนและยากจะมองเห็น สิวที่หูจึงต้องได้รับการดูแลเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม การรักษาสิวบริเวณดังกล่าวคล้ายคลึงกับการรักษาที่บริเวณอื่น ๆ ซึ่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังต่อไปนี้อาจช่วยให้ผิวกลับมามีสุขภาพดีเร็วขึ้น

  • ไม่แกะเกาหรือบีบสิวที่หู
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณผิวหนังที่เกิดสิว
  • ทำความสะอาดรอบใบหูด้วยสบู่อ่อน ๆ
  • หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผมและผิวหนังที่ทำให้เกิดการระคายเคือง
  • ใช้ยารักษาสิว โลชั่นบำรุงผิว หรือทำความสะอาดบริเวณที่เป็นสิวด้วยความระมัดระวังเพราะอาจทำให้ผิวแห้ง

แม้จะรักษาสิวด้วยตัวเองแล้ว แต่ถ้ายังมีอาการเจ็บปวดหรืออาการไม่ทุเลาลงก็ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อเข้ารับการรักษาที่เหมาะสมกับสภาพผิวของแต่ละคนมากที่สุด โดยแพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยารักษาสิว เช่น

  • ยาทาเฉพาะที่ที่ได้มาจากวิตามินเอซึ่งสามารถหาซื้อได้เองและสั่งจ่ายโดยแพทย์ผู้รักษา โดยมียาเตรทติโนอินที่แพทย์นิยมนำมาใช้ในการรักษาสิวบ่อย ๆ
  • เบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ เป็นยารักษาสิวที่มีความรุนแรงในระดับปานกลาง ช่วยในการต้านแบคทีเรียและทำให้ผิวหนังแห้ง แต่ผู้ใช้ไม่ควรทายานี้ในบริเวณที่มีแผล หรือภายในจมูกหรือปาก เพราะอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์
  • ยาปฏิชีวนะ เป็นยาที่นำมาใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว เช่น ยาไมโนไซคลีน ยาด็อกซีไซคลิน เป็นต้น แต่ในปัจจุบันการรักษาด้วยยาชนิดนี้ลดน้อยลง เพราะอาจทำให้ร่างกายของผู้ป่วยดื้อยาได้
  • ไอโซเตรติโนอิน คือ ยาอนุพันธ์ของกรดวิตามินเอ ซึ่งมักนำมาใช้รักษาสิวหัวช้างที่มีอาการรุนแรง ถึงแม้ว่ายานี้จะมีประสิทธิภาพในการรักษาสูง แต่ความเสี่ยงต่อสุขภาพก็สูงเช่นกัน

เพื่อให้ผิวปราศจากสิวอย่างปลอดภัย ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือเภสัชกรก่อนการใช้ยาเสมอ เนื่องจากยารักษาสิวเหล่านี้อาจทำปฏิกิริยากับยาชนิดอื่นจนเกิดผลเสียต่อร่างกาย โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะบางชนิด สารจากวิตามินเอ และยากลุ่มเอ็นเสดอาจทำให้เกิดอาการตาไวต่อแสง ยิ่งไปกว่านั้นยาปฏิชีวนะยังอาจส่งผลให้ยาคุมกำเนิดมีประสิทธิภาพลดลงด้วย

เมื่อใดที่ควรไปพบแพทย์ ?

หากเป็นสิวแม้จะรักษาความสะอาดของหูอยู่เป็นประจำและไม่มีอาการระคายเคืองใด ๆ สิวบริเวณดังกล่าวไม่หายไป หรือทำให้เกิดความรำคาญเป็นอย่างมาก ควรไปพบแพทย์หรือแพทย์ผิวหนัง เพื่อตรวจหาสาเหตุของอาการที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งเข้ารับการรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสมต่อไป

1. เพราะล้างหูไม่สะอาด

การที่เราอาบน้ำสระผมเป็นประจำนั้น จะช่วยลดสิ่งสกปรกที่สะสมอยู่ตามร่างกาย และกลิ่นตัวที่เกิดจากการหมักของเหงื่อและแบคทีเรียให้ลดลงได้ แต่หลายคนคงจะลืมอวัยวะสำคัญอีกหนึ่งสิ่งไป นั่นก็คือ ใบหู ซึ่งบางคนอาจจะล้างใบหูดูน้ำยาสระผม บ้างก็ใช้สบู่ หรือบางคนก็ใช้โฟมล้างหน้าในการล้างใบหู ไม่ว่าจะใช้อะไรล้างใบหูก็ตาม ต้องระวังไม่ให้โฟมหรือฟองตกค้างอยู่ที่ซอกหู ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิวที่หูได้ เพราะใบหูนั้นไม่ได้เรียบเนียนให้เกลี่ยสารเคมีเหล่านั้นออกได้ง่ายๆ มีสิทธิ์ที่สารเคมีเหล่านั้นจะติดอยู่กับใบหูได้ถ้าล้างออกไม่หมด

2. เกิดจากแพ้น้ำยาสระผม

น้ำยาสระผมก็อาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการเกิดสิว เพราะเราอาจจะแพ้สารเคมีบางตัวในน้ำยาสระผมได้ อย่างเช่นแชมพูที่มีสารซิลิโคนผสมอยู่ หรือบางคนก็อาจจะแพ้น้ำหอมที่ผสมมาในตัวแชมพู อาการแพ้เหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การแพ้น้ำยาสระผมเท่านั้น แต่คุณอาจจะแพ้ครีมนวดผม น้ำยาแต่งผมทั้งพวกเจล มูส หรือสเปรย์ ก็ล้วนแต่มีสารที่อาจก่อให้เกิดการแพ้หรือการอุดตันได้ทั้งนั้น และมันจะไม่ได้ทำให้คุณเป็นสิวเฉพาะที่ใบหู แต่ยังมีสิวผิวและสิวอักเสบบริเวณรอบๆ กรอบหน้าและตามไรผมได้อีกด้วย

3. ที่นอน/ปลอกหมอนสกปรก

ถ้าใครไม่เคยซักที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่มบ้างเลยก็เตรียมตัวสิวขึ้นได้เลย เพราะเครื่องนอนเหล่านั้น นอกจากจะเป็นแหล่งสะสมฝุ่นชั้นดีแล้ว ยังมีส่วนผสมของเหื่อไคลและน้ำลายของเราที่ไหลย้อยลงไปเปื้อนตอนนอนหลับอีกต่างหาก แต่ไม่ใช่ว่าแค่ซักแล้วมันจะหายไปง่ายๆ นะ ทางที่ดีควรนำเครื่องนอนไปตากแดดฆ่าเชื้อโรคด้วยล่ะ

4. ชอบใช้หูฟังร่วมกับคนอื่น

หูฟังที่ยัดเข้าไปในรูหู ซึ่งมีทั้งขี้หู เหงื่อ และสิ่งสกปรกต่างๆ กองรมกันอยู่ในนั้น การใช้หูฟังที่ถูกสุขลักษณะนั้น คุณควรจะทำความสะอาดหูฟังของคุณทุก 2-3 วัน โดยนำแอลกอฮอลล์มาเช็ดให้สะอาดเพื่อฆ่าเชื้อโรค และสิ่งที่ไม่ควรทำมากที่สุด คือ การใช้หูฟังร่วมกับผู้อื่น เพราะนอกจากจะเป็นการเพิ่มเชื้อแบคทีเรียใหม่ๆ ให้กับหูของคุณแล้ว หูของคุณก็มีโอกาสเกิดสิว ว่ากันว่าสิวที่เกิดบริเวณใบหูนั้นจะทำให้คุณเจ็บมากที่สุด รองลงมาจากการเป็นสิวที่รูจมูกเลยล่ะ

5. ไม่ค่อยสระผม

ผมของเรานั้นมีน้ำมันคอยเคลือบผมอยู่ ซึ่งพอมันมันมากๆ ก็จะเก็บกักเอาฝุ่นและสิ่งสกปรกสะสมเอาไว้ตามเกล็ดผม นอกจากจะสิ่งกลิ่นเหม็นและหวีได้ยาก จัดทรงลำบากแล้ว ก็อาจเป็นสาเหตุหลักในการเกิดสิวได้ด้วย แต่นั่นยังไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของการไม่สระผม แต่ถ้าไม่สระผมนานๆ เข้า อาจร้ายแรงถึงขนาดเป็นเหา