การออกแบบบ้าน

การปลูกต้นไม้ และการสร้างบ้านให้มั่นคงแข็งแรง

พื้นที่สีเขียวรอบบ้าน เป็นส่วนหนึ่ง ที่ช่วยให้ เราผ่อนคลาย ได้ ซึ่งใครหลาย ๆ คนอาจจะ มองข้ามไป เพราะไม่มี เวลามานั่ง ดูแลต้นไม้ บางคนถึงกับรื้อต้นไม้ออกแล้วทำเป็นพื้นดินโล่งๆแทน ซึ่งส่วนตัวแอบเสียดายนิดๆ เพราะจริงๆแล้วการจัดสวนในบ้านไม่ได้ช่วยแค่เรื่องสวยงามเท่านั้น เรายังออกแบบให้มีมุมพักผ่อนกลางแจ้ง นั่งรับลมชิวๆ และมีต้นไม้ช่วยให้ร่มเงา และสร้างความเป็นส่วนตัวในการอยู่อาศัยได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ประโยชน์ของการปลูกต้นไม้ยังมีอีกมากมาย ทั้ง ช่วยดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ ลดฝุ่นละออง PM2.5 ลดมลภาวะ ต่าง ๆ รวมถึงส่งผลดี ต่อสุขภาพและ อารมณ์ ดังนั้น ก่อนที่เราจะ ไปดูขั้นตอน การจัด สวนรอบบ้านด้วยตัวเองแล้ว

สำหรับต้นไม้ที่เราเห็นกันมีหลากหลายชนิดมากๆ โดยหลายแบบเป็น ต้นไม้สวยแต่รูป ปลูกแล้วบ้านพัง ก็มี แต่วันนี้เราขอแบ่งประเภทต้นไม้ออกเป็น 4 ชนิดใหญ่ๆ ซึ่งแต่ละชนิดจะมีหน้าที่แตกต่างกันไป ถ้าเราเลือกวางได้ถูกตำแหน่ง นอกจากความสวยงามแล้วยังช่วย ฟอกอากาศ ให้ร่มเงา และบดบังสายตาได้อีกด้วย ไปดูกันเลย

  • ไม้ยืนต้นสูง (Trees) : เป็นไม้เนื้อแข็ง ที่เส้นผ่าศูนย์กลางขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ได้ด้วยตัวเอง มีความสูงจากพื้นดิน 3 m. ขึ้นไป ที่แตก กิ่งก้าน สาขาเอาไว้ให้ ร่ม เงาได้ เช่น ต้นชงโค, ต้นทองอุไร, ต้นแคนา, เหลืองปรีดียาธร, ต้นหลิว เป็นต้น
  • ไม้พุ่ม (Shrubs) : สำหรับไม้พุ่มมีหลากหลายแบบทั้งพุ่มเตี้ยและพุ่มสูง โดยไม้พุ่มเตี้ยมีความสูงไม่เกิน 45 cm. ส่วนใหญ่ปลูกเป็นกอ เป็นแถว โดยมัก จะวาง คู่กับ ไม้พุ่มสูง เพื่อให้ดู มีมิติ สวยงามดี ส่วนไม้พุ่มสูงมีความสูง 3-6 m. ตั้งเอาไว้ริมกำแพง หรือติดแนวรั้ว เพื่อ ช่วย บังสายตา จากคนภาย นอกได้ดี เช่น ไทรเกาหลี, หลิวทอง, เศรษฐีดาวาว เป็นต้น
  • ไม้ดอกไม้ประดับ (Flowering herb) : มีทั้งไม้เนื้ออ่อนและไม้ล้มลุก ที่มีความสูงจากพื้นไม่เกิน 30 cm. และมักปลูกเป็นกลุ่มก้อนติดๆกัน เพื่อความสวยงาม โดยมักเลือกไม้ดอกที่มีสีสันสดใสตัดกับพื้นหญ้าสีเขียว เช่น ดอกแวววิเวียร, ดอกเข็มม่วง, พุดศุภโชค  เป็นต้น
  • พื้น หญ้า (Grass) : เป็นพืช คลุม ดินเพื่อ ป้องกันการพัง ทลายของ หน้าดิน เวลาเดิน จะรู้สึกนุ่ม เท้ามากขึ้น หกล้มแล้วจะไม่บาดเจ็บมากนัก โดยพื้นหญ้ามีคุณสมบัติทนแดด ทนฝน โตเร็วพอสมควร ดังนั้นเราต้องหมั่นตัด หญ้าไม้ให้ สูงมากนัก ป้องกัน สัตว์ดุร้าย และสามารถ เดินใช้งานได้ง่าย

    มาดูขั้นตอนเบื้องต้นในการจัดสวนด้วยตัวเองแบบง่ายๆ ทำเองได้ไม่ยาก

    • สำรวจพื้นที่ : ถือเป็นสิ่งแรกที่เราไม่ควรมองข้าม โดยเริ่มจากการวัดขนาดพื้นที่ และคำนึงถึงทิศทางของแสง และดินรอบบ้านว่าเป็นกรดหรือด่าง ประเภทดินเหนียว ดินร่วน หรือดินปนทราย ซึ่งจะบอกได้ว่าเหมาะสำหรับการปลูกต้นไม้ประเภทไหนนั้นเอง
    • ศึกษารายละเอียดต้นไม้ : ส่วนสำคัญเลยคือการเลือกพรรณไม้ที่สามารถปลูกในรั้วบ้าน เพราะบางชนิดก็ไม่เหมาะปลูกในบ้าน เนื่องจากอาจจะส่งผลกระทบกับตัวบ้านได้ในอนาคต นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่เราต้องรู้คือวิธีดูแลต้นไม้แต่ละชนิด ฉะนั้นควรมีการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับต้นไม้ที่เราจะปลูกโดยละเอียด
    • สไตล์สวนที่ชอบ : เป็นขั้นตอนที่หลายๆคนอาจจะชื่นชอบ ซึ่งเป็นการหาสไตล์สวนที่เข้ากับบ้านตัวเอง โดยแบบสวนสามารถจัดได้หลากหลายแบบทั้ง Tropical Rainforest, กลิ่นอายสวนอังกฤษ, กลิ่นอายสวนฝรั่งเศษ, Modern Zen เป็นต้น (สวนแต่ละแบบก็มี Gimmick แตกต่างกันออกไป ทั้งเรื่องพรรณไม้และของตกแต่ง)
    • ปรับหน้าดิน / กำจัดวัชพืช : หลังจากเราได้สไตล์สวนและพรรณไม้ที่ต้องการแล้ว อันดับถัดไปคือการปรับหน้าดินที่ต้องคำนึงถึงการวางท่อน้ำ หรือส่วนระบายน้ำ โดยทั่วไปเรามักไล่ระดับดินให้เป็น Slope เพื่อให้ไม่เกิดน้ำขังนั้นเอง ส่วนในเรื่องวัชพืชแนะนำว่าควรฉีดและทิ้งไว้สักพักก่อนที่จะลงมือปลูกต้นไม้
    • กำหนดตำแหน่งต้นไม้แบบคร่าวๆ : การจัดวางนั้นควรมีการเว้นระยะห่างของต้นไม้ให้มีความสมดุล ไม่ชิดกันจนเกินไปเพราะอาจจะโตชนกันได้ เราแนะนำให้ปลูกต้นไม้ใหญ่บริเวณมุมหน้าบ้านและหลังบ้าน เพราะมีพื้นที่ในการเติบโตหน่อย ส่วนด้านข้างบ้านมีพื้นที่เหลือไม่มาก ถ้าปลูกต้นไม้สูงอาจจะชนกับตัวบ้านได้เราแนะนำให้ทำเป็นไม้พุ่มยาวตลอดแนว พร้อมทางเดินเท้ารอบสวน
    • ปลูกต้นไม้ : วิธีการปลูกนั้นควรดูลักษณะและวิธีการปลูกของต้นไม้แต่ละต้น เช่น ประเภทไม้พุ่ม ควรขุดหลุมลึกประมาณ 40-50 cm. ส่วน ประเภทไม้ คลุมดิน ควรขุดลึก เพียง 25-30 cm. เป็นต้น ที่สำคัญต้องหมั่นดูแลรดน้ำ ใส่ปุ๋ยต้นไม้อยู่เป็นประจำ
    พื้นที่สีเขียวรอบบ้าน กับการออกแบบบ้านให้ดูมั่นคงมากขึ้น
    พื้นที่สีเขียวรอบบ้าน กับการออกแบบบ้านให้ดูมั่นคงมากขึ้น

    วิธีปลูกต้นไม้ในบ้านโมเดิร์น พื้นที่สีเขียวรอบบ้าน พร้อมทริคดูแลต้นไม้ สำหรับคนอยู่บ้านโมเดิร์นที่อยากจัดสวนสีเขียว ลองมาดูวิธีปลูกต้นไม้ในบ้านโมเดิร์นกัน การ นำต้นไม้มาปลูกไว้ในบ้านหรือคอนโดที่ตกแต่งด้วยสไตล์โมเดิร์น

    1. คำนึงถึงคอนเซ็ปต์ในภาพรวม ต้นไม้ ก็เหมือนกับงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่จะนำเข้ามาตกแต่งในบ้าน ฉะนั้นสิ่งแรกที่ควรคำนึงถึงคือ คอนเซ็ปต์หรือจุดประสงค์หลักของการออกแบบที่พักอาศัย จุดที่แสงแดด

    2. ปลูกไว้ใกล้หน้าต่างหรือบนผนัง ต้นไม้ จะกลมกลืนกับการตกแต่งสไตล์โมเดิร์นยิ่งขึ้น เมื่อนำไปปลูกไว้ในตำแหน่งที่ดูพิเศษมากกว่าการนำกระถางไปวางไว้บนพื้นเฉย ๆ โดยเฉพาะบนชั้นวางของติดผนังกับขอบหน้าต่างกระจก

    3. ไม่กั้นทางแสงหรือบดบังทัศนียภาพ ต้นไม้ ที่จะนำมาปลูกก็ไม่จำเป็นต้องเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่เสมอไป เพราะไม้ประดับในกระถางเล็ก ๆ ก็ช่วยเติมเต็มความสวยงามให้กับที่พักอาศัยสไตล์โมเดิร์นได้เช่นเดียวกัน

    4. ปลูกต้นไม้ที่มีเท็กซ์เจอร์เป็นเอกลักษณ์ ส่วน อีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้ต้นไม้กลมกลืนไปกับการตกแต่งสไตล์โมเดิร์นก็คือ ตกแต่งมุมห้องด้วยต้นไม้ที่มีเอกลักษณ์ หรือมีลักษณะแตกต่างออกไปจากต้นไม้ชนิดอื่น

    ปัญหาที่ควรทราบก่อนการสร้างบ้าน
    จะซื้อที่ดินซักแปลง ต้องตรวจเช็คหน่วยงานราชการที่ใดบ้าง ความจริงน่าจะไปถามที่กรมที่ดิน หรือหาหนังสือเกี่ยวกับการซื้อ ขายที่ดินอ่านจะดีที่สุด แต่เท่าที่นึกออกคงจะมีดังต่อไปนี้

    การทางพิเศษ (เรื่องทางด่วน)
    กทม.หรือกรมโยธาธิการ (เรื่องการตัดถนนและเขตห้ามก่อสร้าง)
    กรมการบินพาณิชย์ (เขตห้ามก่อสร้างเพราะบังคลื่นวิทยุ)
    กรมทางหลวง (เรื่องการตัดถนน)
    การไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(สายไฟฟ้าแรงสูงผ่าน)
    จะสร้างบ้าน (มีที่ดินแล้ว) สักหลัง แต่ไม่รู้จักใครเลยเริ่มต้นที่ไหนดี
    หากคุณมีที่ดินแล้วก็อยากสร้างบ้านสักหลัง แต่ไม่เคยรู้จักใครเลย และก็ไม่มีเงินเพียงพอที่จะเสี่ยงต่อความเสียหาย หรืองบประมาณ บานปลาย คุณอาจดำเนินการดังนี้

    1. ติดต่อบริษัทที่รับสร้างบ้านสำเร็จรูปตามแบบของเขา (เปิดหาได้ตามโฆษณาทั่วไป) ตรวจสอบดูผลงานเขาจากสถานที่จริง (หากเขาไม่มีตัวอย่างให้ดูก็ ไปเลือกบริษัทอื่น) ดูแบบที่เขามีอยู่ในบริษัท พร้อมงบประมาณ ว่าเป็นที่พอใจของคุณหรือไม่ หากพอใจก็ติดต่อตกลงกับเขาเพื่อ ดำเนินการเลย

    2. หากไม่พอใจขั้นตอนในข้อแรก และก็ไม่รู้จักสถาปนิกเลยสักคน ลองติดต่อกับสถาปนิกอื่นๆ เพื่อให้เขาแนะนำสถาปนิกให้คุณสัก คน เมื่อคุณเจอสถาปนิกแล้ว ก็ตกลงในการว่าจ้างวิชาชีพกันต่อไป (คุณจะต้องเสียค่าออกแบบ หากคุณจะดูแบบซึ่งต่างจากข้อแรกที่ คุณดูแบบได้ฟรีโดยไม่ต้องเสียสตางค์)

    3. หากทั้งสองขั้นตอนนี้ยังไม่เป็นที่พอใจคุณอีกแนะนำให้ลอง ตระเวนดูบ้านที่คุณพอใจ แล้วเคาะประตูถามเจ้าของบ้านนั้นว่า เขาได้แบบบ้านที่คุณพอใจนั้นมาอย่างไร (หากเขาไม่ไล่คุณ ออกมาจากบ้านเสียก่อนก็ทำตามที่เขาบอก)

    จะถมดินสร้างบ้าน จะถมด้วยอะไรดี
    ก่อนที่จะตอบคำถามที่ว่าจะถมด้วยอะไรถึงจะดี ก็คง จะต้องมีคำถามถามกลับสัก 2 – 3 คำถามเสียก่อนนั่นคือ ก่อนที่ ท่านจะไปจ้างคนมาถมที่ ท่านได้มีข้อสรุปเกี่ยวกับระดับที่ ต้องการจะถมแล้วหรือยังว่า จะถมสูงขึ้นมาแค่ไหน และพื้นที่ ส่วนที่จะถมนั้นจะมีการใช้งานอย่างไร จะปลูกต้นไม้หรือจะใช้ จอดรถ หรือคุณจะถมปรับระดับเพื่อทำลานคอนกรีต อีกคำถาม หนึ่งก็คือ วิธีการที่จะถม จะถมหมดทั้งพื้นที่หรือว่าจะเก็บรักษา ต้นไม้ต้นใดต้นหนึ่งเอาไว้หรือไม่ เมื่อท่านตอบคำถามเหล่านี้ได้ครบถ้วนแล้วก็คงจะเกิด คำถามขึ้นอีกว่า ท่านควรจะถมเมื่อไร ซึ่งก็ขอแนะนำให้ถมก่อน เริ่มก่อสร้างบ้าน เพราะท่านจะต้องใช้เวลาก่อสร้างประมาณหนึ่ง ปีซึ่งจะเป็นระยะที่ดินจะแน่นตัวลงไป เมื่อสร้างบ้านเสร็จ เรียบร้อยท่านจึงทำการถมด้วยหน้าดินอีกครั้งหนึ่งบางๆ เพื่อใช้ ปลูกต้นไม้ครับ

    อะไรกันนะ เงินล่วงหน้า เงินประกันสัญญา เงินประกันผลงาน ฯลฯ
    การก่อสร้างในบ้านเราใหญ่โตขึ้นทุกวัน การทำสัญญาก่อสร้าง การ จ่ายชำระค่าก่อสร้าง การค้ำประกันผลงาน เป็นเรื่องที่ชักจะวุ่นวาย และเป็นที่ถกเถียงกันระหว่างเจ้าของโครงการ ผู้รับเหมาก่อสร้าง และที่ปรึกษากันมาก จึงขอเรียบเรียงเรื่องได้ดังนี้

    1. เมื่อตกลงทำสัญญา (สมมติค่าของงานตามสัญญา= 100 บาท) ผู้ว่า จ้างมักต้องจ่ายเงินล่วงหน้า (advance payment) ให้ผู้รับเหมา 10% (บางทีก็ 5% เป็น เงินสด 10 บาท แล้วผู้รับ เหมา จะส่ง เอกสาร ค้ำประกันธนาคารให้ผู้ว่าจ้าง 2 ฉบับ ฉบับแรกคือค้ำประกันเงิน ล่วงหน้าที่รับไป (advance bank guarantee) เท่าจำนวนเงิน ล่วงหน้าที่รับไปคือ 10 บาท ส่วนฉบับที่สองเป็นเอกสารค้ำ ประกันสัญญา (contract guarantee) ประมาณ 5% คือ 5 บาท ณ วินาทีนั้นเจ้าของจะจ่ายเงินสดออก =15 บาท และได้bank guarantee คืนมาสองฉบับรวมมูลค่า 15 บาท (10 บาท + 5 บาท) เอกสารทั้งสองฉบับมีอายุเท่ากับระยะเวลาเต็มของสัญญา

    2. เมื่อมีการ ทำงาน เกิด ขึ้น ผู้รับเหมา ทำงาน เสร็จแล้ว บางส่วน (สมมติว่ามี มูลค่าที่ ทำไปแล้ว 20 บาท) เวลาผู้รับเหมาเบิกเงินก็ จะต้องหักเงินที่ได้รับล่วงหน้าออกไปตามเปอร์เซ็นต์เดิม (เรียก ภาษาก่อสร้างว่า reimbursement) และหักค่าค้ำประกันผลงาน (ไม่ใช่ค้ำประกันสัญญาเรียกว่า Retention) อีกประมาณ 5% เช่น เบิกเงินมูลค่า 20 บาทจะรับไปจริงเพียง 17 บาท (20 บาท -2 บาท – 1 บาท)

    3. เมื่องานเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้าของจะจ่ายเงินไปทั้งหมด 95 บาท เพราะ advance คืนครบหมด แต่เก็บ retention ไว้ 5 บาท

    4. เมื่อ ผู้รับเหมา ส่งงาน พร้อม เอกสารทุก อย่างแล้ว เจ้าของก็จะ จ่ายเงิน (สด) 5 บาทที่หักเขาไว้เอา bank guarantee 2 ฉบับที่ ได้มาเมื่อวันเซ็นสัญญาคืนผู้รับเหมาไปและผู้รับเหมาก็จะทำ เอกสารค้ำประกันใหม่ให้ 1 ฉบับ (work guarantee) เพื่อประกัน ผลงานอายุ 1 ปีให้เจ้าของไป

    5. เมื่อครบ 1 ปี หากงานไม่มีปัญหาอะไรเจ้าของจะคืน work guarantee ให้ผู้รับเหมาไป

    สถาปนิกต้องมีจรรยาบรรณอะไรบ้างและแบ่งระดับชั้นกันอย่างไร
    สถาปนิก เป็นวิชาชีพที่ถูกควบคุมประเภทหนึ่งพระราชบัญญัติ ออกแบบภายใน  ควบคุมเป็นของตนเอง มีคณะกรรมการควบคุมการประกอบ วิชาชีพสถาปัตยกรรม (ก.ส.) โดยมีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็น ประธาน ดังนั้น จึงต้องมีจรรยาบรรณมารยาทที่กำหนดเอาไว้ หากสถาปนิกใดไม่ทำตาม จะถูกพิจารณาโทษจากคณะกรรมการ ซึ่งจากกฎกระทรวงฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2511) ได้ประกาศไว้และแปล เป็นภาษาง่ายๆ ได้ดังนี้

    ต้องทำงานด้วยความซื่อสัตย์ ไม่ทิ้งงานหากไม่มีเหตุอันควร และต้องตั้งใจทำงานของตนให้เป็นผลดีต่อ “สังคม”
    ห้ามทำอะไรทีเสื่อมเสียแก “เกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ”
    ห้ามโฆษณาใดๆ “ซึ่งการประกอบวิชาชีพสถาปนิก”
    ห้ามใช้แบบที่ออกแบบให้คนแล้ว ยกเว้นแต่เจ้าของแบบเติมอนุญาต
    ไม่ตรวจเช็คงานสถาปนิกคนอื่น เว้นแต่ทำตามหน้าที่และสถาปนิกอื่นนั้นทราบก่อน
    ไม่แย่งงานสถาปนิกอื่น(ไม่ทำงานที่สถาปนิกอื่นกำลังทำอยู่)
    ไม่หางานโดยการลดหรือประกวดราคาแบบ
    ไม่ใช้ตำแหน่ง หรืออิทธิพล หรือให้คอมมิชชั่น เพื่อได้งานออกแบบ
    ปกปิดความลับของแบบลูกค้าตน และไม่ลอกแบบผู้อื่น
    ไม่ทำลายชื่อเสียงสถาปนิกอื่น
    ห้ามกินค่าคอมมิชชั่น ซองขาว หรือค่าสเปก
    ไม่รับเหมาก่อสร้างจากจรรยาบรรณ มารยาทข้างต้น สถาปนิก พึงต้องรู้ว่า อะไรเป็น อะไร ส่วน ประชาชน ท่านใดพบสถาปนิกเกเร! ก็ สามารถแจ้งได้ ที่
    คณะ กรรมการ ก.ส. กระทรวงมหาดไทย ไม่ต้องเกรงใจ เพราะท่าน กำลังทำดี ส่วนว่าที่สถาปนิกนั้นแบ่งชั้นกันอย่างไร
แบบ รั้วบ้าน สวย ๆ ราคาถูก เลือกอย่างไรให้ตรงใจ

แบบรั้วไม้ (Wooden Fence)

รั้วบ้าน ยังช่วยเสริมให้บ้านของคุณดูดีอีกด้วย ซึ่งรั้วบ้านแต่ละหลังก็จะมีแบบรั้วบ้านแตกต่างกันไปตามรสนิยมและงบประมาณของเจ้าของบ้าน โดยก่อนที่จะตัดสินใจเลือกการออกแบบรั้วบ้านนั้น เราควรพิจารณาหลักการดังต่อไปนี้ รั้วบ้าน นอกจากจะช่วยป้องกันอันตรายจากภายนอกและ ให้ความปลอดภัยกับผู้อยู่อาศัยภายในบ้านแล้ว

1. ลักษณะบ้าน :
การจะสร้างรั้วล้อมบ้าน เราต้องดูลักษณะบ้านของเราก่อนว่าเป็นบ้านสไตล์แบบไหน มีลักษณะภูมิประเทศเป็นอย่างไร
เพื่อที่จะออกแบบรั้วบ้านให้เข้ากับลักษณะบ้านได้อย่างลงตัว เช่นการออกแบบลวดลายรั้วบ้าน การใช้สี จะล้อมรั้วบ้านอย่างไร ให้คงทนถาวร

2. พื้นที่รอบบ้านและระยะห่างจากตัวบ้าน
ไม่ว่าจะเป็นบ้านขนาดใหญ่ ขนาดกลาง หรือขนาดเล็ก ถ้าระยะห่างจากตัวบ้านไปถึงรั้วบ้านไม่เกิน 6 ฟุต ควรออกแบบรั้วบ้านให้ดูเรียบง่าย เบาบางไม่หนา ดูเป็นสัดส่วนกับตัวบ้าน ไม่ควรใช้ลวดลายที่ซับซ้อนหรือมีสีสันมากจนเกินไป
สำหรับ บ้านหลังใหญ่ จะเหมาะกับรั้วสูงขนาดใหญ่ ส่วน บ้านหลังเล็ก ไม่ควร ใช้รั้วสูง โดยขนาดและ ความสูงปกติแล้วจะอยู่ระหว่าง 1.2 ถึง 2 เมตร ขึ้นอยู่กับ ความหนาแน่นของ สิ่งแวดล้อมรอบข้าง

แบบ รั้วบ้าน สวย ๆ ราคาถูก เลือกอย่างไรให้ตรงใจ
แบบ รั้วบ้าน สวย ๆ ราคาถูก เลือกอย่างไรให้ตรงใจ

3. สี และรูปแบบ
สำหรับสีและรูปแบบ รั้วบ้าน ไม่ว่าจะเป็นบ้านขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก วิธีการออกแบบรั้วบ้านจะคล้ายๆกัน แต่บ้านขนาดใหญ่จะมีตัวเลือกมากกว่า และสามารถใช้วัสดุได้หลากหลายว่า เช่น แบบรั้วลูกกรง แบบรั้วเหล็กดัดทั้งแนวตั้งและแนวนอน แบบทึบ แบบโปร่ง แบบไล่ระดับสูงต่ำตามลักษณะภูมิประเทศ เป็นต้น สำหรับสีของรั้วบ้านนั้น สีดำ:จะช่วยให้บ้านดูมีพลัง สีขาวหรือครีม:จะช่วยให้บ้านดูสว่าง ส่วนสีน้ำตาลหรือสีไม้ธรรมชาติ:จะช่วยให้บ้านดูรมรื่น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความชอบของผู้อยู่อาศัยด้วย

4. เลือกวัสดุและส่วนประกอบ
เหล็กเป็นวัสดุที่นิยมใช้ทำรั้วบ้านมากที่สุด เนื่องจากราคาค่อนข้างถูกกว่าและง่ายต่อการดูแลรักษา แต่หากมีงบประมาณเพิ่มเติม รั้วบ้านแบบผสมระหว่างไม้กับเหล็ก หรือ รั้วบ้านแบบผสมระหว่างเหล็กกับอิฐหรือคอนกรีต ก็จะทำให้รั้วบ้านดูแน่นหนา คงทนมากขึ้น จะเหมาะสำหรับทั้งบ้านขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดเล็ก สามารถใช้หินแกรนิต หินอ่อน มาประดับเป็นส่วนหนึ่งของรั้วบ้านได้อีกด้วย

รั้วบ้านมีกี่แบบ แบบไหนตรงสไตล์คุณ
เมื่อพูดถึงแบบรั้วบ้าน ราคาถูก หากแบ่งตามวัสดุก่อสร้างพบว่าปัจจุบันมีให้เลือกมากมาย ขึ้นอยู่กับความชอบหรือประโยชน์ใช้สอยของผู้ที่อยู่ภายในบ้านเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องความปลอดภัยของสมาชิกภายในบ้าน สัตว์เลี้ยง หรือการใช้งานอื่น ๆ

1. รั้วบ้านไม้
หากจะหาแบบรั้วบ้าน สักหนึ่งแบบ รั้วไม้คงเป็นทางเลือกที่นิยมกันมาก โดยไม้ที่คนมักนำมาใช้จะเป็นไม้เนื้อแข็งที่ทนต่อสภาวะต่าง ๆ หรือแมลง เช่น ไม้แดง ไม้เต็ง นอกจากนี้ไม้ไผ่ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คนนำมาใช้เป็นวัสดุสำหรับทำรั้วเช่นกัน
ข้อดีของรั้วไม้: สามารถหาได้ง่าย ราคาถูก ออกแบบได้หลากหลายสไตล์ และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ข้อเสียของรั้วไม้: ต้องดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ สภาพของไม้อาจเสื่อมไปตามสภาวะแวดล้อมและกาลเวลา เช่น มีรอยแตก เกิดการบวมน้ำหรือหดตัว การพุพัง และสีซีด

2. รั้วไม้เทียม
แบบรั้วบ้าน แบบที่ 2 คือ รั้วไม้เทียม หรือไม้สังเคราะห์ไฟเบอร์ซีเมนต์ (Fiber Cement) เป็นวัสดุที่เกิดจากการนำเส้นใยเซลลูโลส ปูนซีเมนต์ ทรายละเอียด และน้ำ มาผ่านกรรมวิธีอัดแท่งและอบให้เป็นรูปร่างลักษณะขนาดต่าง ๆ ตามการใช้งาน
ข้อดีของรั้วไม้เทียม: เป็นตัวเลือกหนึ่งของรั้วบ้านแบบต่าง ๆ ราคาถูกที่หาง่าย มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ สะดวกในการติดตั้ง ทนต่อสภาพอากาศและแมลงต่าง ๆ ทำความสะอาดง่าย ไม่ลามไฟ
ข้อเสียของรั้วไม้เทียม: มีขนาดและความยาวที่จำกัด ความสวยงามและความเป็นเอกลักษณ์อาจจะยังสู้ไม้จริงไม่ได้ มีความยืดหยุ่นน้อยกว่าไม้จริงอาจหัก แตก และเสียหายได้

3. รั้วเหล็ก
รั้วเหล็กจะมีทั้งรูปแบบรั้วทึบ รั้วโปร่ง และรั้วเหล็กดัด วัสดุที่ใช้คือเหล็กที่ขึ้นรูปเป็นทรงต่าง ๆ หรือเหล็กดัดให้เป็นลวดลายต่าง ๆ ตามความต้องการ สามารถนำมาทำรั้วบ้านสวย ๆ ได้หลายรูปแบบ
ข้อดีของรั้วเหล็ก: ออกแบบได้หลากหลาย มีช่องว่างทำให้สามารถมองเห็นทัศนียภาพทั้งภายในและภายนอกได้
ข้อเสียของรั้วเหล็ก: มีน้ำหนักมาก อาจเกิดสนิมได้ง่าย

4. รั้วปูน
แบบรั้วบ้าน แบบต่อมา คือ รั้วปูน หรือกำแพงปูน เป็นรั้วที่ก่อขึ้นมาจากอิฐ หรือการใช้แผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป อาจเสริมความแข็งแรง ตกแต่งเพิ่มเติมโดยวิธีการต่าง ๆ เช่น ฉาบด้วยปูนแล้วขัดมันหรือทาสี ตกแต่งด้วยหินรูปทรงต่าง ๆ เป็นต้น
ข้อดีของรั้วปูน: ราคาถูก มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือ มีลักษณะทึบให้ความรู้สึกแข็งแรงและปลอดภัย ตกแต่งได้หลากหลายรูปแบบ ให้ความรู้สึกสวยเรียบหรู แบบมินิมอลในราคาประหยัด
ข้อเสียของรั้วปูน: ขั้นตอนการก่อสร้างต้องใช้ช่างผู้ชำนาญมาช่วยดูแลความเรียบร้อยอีกทั้งมีน้ำหนักมากจำเป็นต้องทำฐานรากที่มั่นคงทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม บ้านดูทึบและปิดกั้นลมที่จะพัดเข้ามาในบ้าน

5. รั้วต้นไม้
รั้วต้นไม้ เป็นการตกแต่งเขตบ้านด้วยต้นไม้นานาพรรณ อาจใช้เป็นไม้พุ่ม ไม้ยืนต้น หรือไม้เลื้อย พืชผักสวนครัว เหมาะสำหรับคนที่ชอบความร่มรื่นและธรรมชาติ
ข้อดีของรั้วต้นไม้: ช่วยเพิ่มความสดชื่นเป็นธรรมชาติ สามารถนำผลิตผลจากต้นไม้มาใช้อุปโภคบริโภคได้ ลดค่าใช้จ่าย นับเป็นหนึ่งในแบบรั้วบ้านสวย ๆ ราคาถูกที่คุ้มค่ามากทีเดียว
ข้อเสียของรั้วต้นไม้: ดูแลรักษายากและอาจช่วยในเรื่องของการป้องกันความปลอดภัยได้ไม่มากเท่าที่ควร เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์มีพิษ และรั้วต้นไม้อาจสร้างปัญหารบกวนเพื่อนบ้านจนเกิดข้อพิพาทได้

6. รั้วผสม
แบบรั้วบ้าน รูปแบบสุดบ้ายที่นำมาเสนอ ได้แก่ รั้วผสม เป็นรั้วที่นำข้อดีหรือลักษณะของรั้วแต่ละประเภทมารวมกันตามความต้องการของเจ้าของบ้าน เช่น รั้วปูนเหล็กดัด หรือรั้วไม้เทียมกับพุ่มไม้
ข้อดีของรั้วผสม: สามารถเลือกวัสดุได้ตามความชอบ
ข้อเสียของรั้วผสม: อาจยุ่งยากในการสร้างและราคาที่ควบคุมได้ยาก

ลักษณะแบบรั้วบ้าน แบบไหนเสริมฮวงจุ้ย
1.รั้วบ้านและประตูต้องโปร่ง จะดีมากถ้าโปร่งได้ 50% ของบริเวณรั้ว หากรั้วเป็นกำแพงทึบอาจใช้เป็นเสริมช่องลมด้านบน แต่ห้ามเจาะช่องที่กำแพงเพราะเชื่อว่าจะเก็บทรัพย์ไม่อยู่ ขาดความมั่นคง อีกทั้งขโมยยังมองเห็นภายในบ้านได้ง่าย
2.ประตูรั้วไม่ควรตรงกับประตูบ้านหรือเสาไฟฟ้า และไม่ควรอยู่ใกล้กันจนเกินไป หากทำประตูรั้วตรงกับประตูบ้านไปแล้วอาจใช้วิธีเติมเฉลียงหน้าบ้านเพื่อให้บังและกักเก็บพลังงานไว้ และหากมีเสาไฟอาจใช้วิธีปลูกต้นไม้ในบริเวณนั้น
3.ไม่ควรปล่อยรั้วบ้านให้สีซีด ควรทาสีให้ใหม่อยู่เสมอและติดไฟให้สว่างในเวลากลางคืน
4.ประตูรั้วต้องไม่สูงกว่ากำแพง และหากมีประตูสองข้างประตูด้านซ้ายควรใหญ่กว่าด้านขวา ขนาดของกำแพง ไม่สูงหรือต่ำเกินไป (อยู่ในช่วง 1.4 – 2 เมตร )
5.หากมีประตูใหญ่ไม่ควรสร้างประตูเล็กไว้ 2 ข้าง แต่ให้สร้างข้างเดียวคือด้านหันหน้าออกซ้ายมือ
6.การปลูกต้นไม้เป็นรั้วในทางฮวงจุ้ยถือว่าเป็นสิ่งดีมีมงคล เนื่องจากเป็นรั้วจากธรรมชาติ

กฎหมายรั้วบ้านที่ไม่ควรมองข้าม
จากข้างต้นเราทราบข้อมูลสำหรับเลือกแบบ รั้วบ้าน จากวัสดุที่เหมาะสม มีลักษณะที่ดี และตรงกับสไตล์กับตัวเองแล้ว อย่าลืมให้ความสำคัญกับ ” กฎหมายเกี่ยวกับ รั้วบ้าน ” ด้วย เพื่อป้องกันข้อพิพาทกับเพื่อนบ้าน

ยื่นคำร้องขออนุญาตก่อสร้างบ้านที่สำนักงานเขตในพื้นที่ที่บ้านตั้งอยู่

1. รั้วบ้านต้องไม่ล้ำเขตแนวที่ดินที่เป็นของตน
ในการกำหนดเขตที่ดินหมายถึงพื้นที่ใต้ดินและบนอากาศ ดังนั้นการสร้างฐานรั้วใต้ดิน การตั้งเสารั้วจึงไม่ควรเอียงล้ำแนวที่ดินของตนเองออกมา เพราะหากมีการฟ้องร้องจากเพื่อนบ้านเกิดขึ้น อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย แต่ถ้าในกรณีมีการสร้างรั้วร่วมกันกับเพื่อนบ้านให้แบ่งพื้นที่สำหรับสร้างรั้วและออกค่าใช้จ่ายคนละครึ่ง

2. รั้วบ้านไม่ควรสูงเกิน 3 เมตร
ถ้ารั้วบ้านอยู่ติดทางสาธารณะต้องมีความสูงของรั้วบ้านไม่เกิน 3 เมตร หากต้องการสร้างให้สูงเกิน 3 เมตรจะต้องเว้นระยะห่างจากเขตที่ดินไม่น้อยกว่าความสูงของรั้วที่จะสร้าง

3. รั้วบ้านที่อยู่มุมถนนต้องมีมุมหัก 135 องศา
หากบ้านคุณตั้งอยู่บริเวณมุมถนนที่ความกว้างถนนมากกว่า 3 เมตรขึ้นไป ต้องปาดมุมให้มีระยะไม่น้อยกว่า 4 เมตร และมีมุมหักไม่เกิน 135 องศา ทำมุมกับแนวถนนสาธารณะเป็นมุมเท่า ๆ กัน

4. การขออนุญาตสร้างรั้วบ้าน
การสร้างรั้วบ้านติดกับถนนหรือพื้นที่สาธารณะจะต้องขออนุญาตทุกครั้ง เนื่องจากรั้วบ้านถือว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างหนึ่ง ออกแบบบริเวณบ้าน  แต่ในกรณีที่สร้างรั้วกันระหว่างที่ดินส่วนบุคคลหรือที่ดินของเอกชนไม่จำเป็นต้องขออนุญาต

จะเห็นว่าในการสร้างรั้วบ้านแต่ละครั้งนอกจากการหารั้วบ้านแบบต่าง ๆ ราคาถูก และตรงตามความชอบหรือวัตถุประสงค์การใช้งานแล้ว ยังมีสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นหลักฮวงจุ้ย หรือแม้แต่กฎหมายรั้วบ้าน เพื่อให้รั้วบ้านช่วยให้บ้านน่าอยู่ เป็นสัดส่วน และเป็นสถานที่ปลอดภัยให้ครอบครัวได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

หน้าต่าง

ประตูและ หน้าต่าง เปรียบเป็นหัวใจสำคัญของบ้านที่ช่วยป้องกันความปลอดภัย

เสริมการอยู่อาศัยให้สะดวกสบาย และช่วยเสริมภาพลักษณ์ที่เป็น หน้าต่าง ให้กับตัวบ้านและ ผู้อยู่อาศัย ประตูและหน้าต่างเปรียบเป็นหัวใจสำคัญของบ้านที่ช่วยป้องกันความปลอดภัย

ประตูและหน้าต่างมากมายหลายรูปแบบ ซึ่งแตกต่างกันไปตามการใช้งาน ถึงแม้จะดูเป็นเรื่องที่หลายคนทราบกันดีและไม่มีอะไรมาก แต่ก็ยังมีรายละเอียดอีกหลายองค์ประกอบที่ควรรู้ก่อนการเลือกประตูและหน้าต่างให้บ้านที่คุณรักสามารถใช้งานได้ยาวนานและเหมาะสมกับการอยู่อาศัยในปัจจุบัน

วัสดุประตูและหน้าต่าง

  • ประตูและหน้าต่างไวนิล ไวนิล หรือที่เรียกว่า uPVC (Unplasticized Polyvinyl Chloride) เป็นวัสดุที่นิยมนำมาใช้กับประตูและหน้าต่างในปัจจุบัน ซึ่งได้รับการออกแบบพัฒนามาให้มีความทนทานต่อสภาพอากาศ จึงช่วยทำให้สามารถใช้งานได้ยาวนาน สามารถป้องกันความร้อนเข้าสู่พื้นที่ภายในบ้านได้ดี อีกทั้งยังมีคุณสมบัติที่ไม่ทำให้ไฟลุกลามเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ เมื่อนำมาติดตั้งเป็นประตูและหน้าต่างภายในบ้านจะไม่เกิดการยืดหรือหดตัวที่ทำให้เกิดช่องว่างบนผนัง โดยตัววัสดุจะมีการออกแบบที่ประกอบมาเป็นชิ้นเดียวกันโดยไม่มีรอยต่อ สามารถกันน้ำและเสียงรบกวนจากภายนอกเข้าสู่ภายในบ้านได้ดี
  • ประตูและหน้าต่างอะลูมิเนียม ทำจากวัสดุอะลูมิเนียมที่เป็นโลหะ โดดเด่นด้วยคุณสมบัติที่มีความแข็งแรง ทนทาน ไม่เป็นสนิม สีสวยนานไม่ซีดจาง มีน้ำหนักเบา ง่ายต่อการทำความสะอาด และสามารถติดตั้งได้อย่างสะดวกรวดเร็ว หากมีการเลือกใช้ประตูและหน้าต่างอะลูมิเนียมที่ผ่านการออกแบบและติดตั้งจากผู้ผลิตที่มีมาตรฐานก็จะช่วยให้สามารถออกแบบประตูและหน้าต่างได้อย่างลงตัวกับพื้นที่ใช้งานจริงมากยิ่งขึ้น
  • ประตูและหน้าต่างเหล็ก เป็นรูปแบบหนึ่งในงานสถาปัตยกรรมที่ได้รับความนิยมในอดีตสำหรับใช้ตกแต่งเข้ากับอาคารสำนักงานราชการ แต่เมื่อมีวัสดุชนิดใหม่เข้ามาแทนที่จึงทำให้ประตูและหน้าต่างเหล็กได้รับความนิยมน้อยลง ในปัจจุบันจะนิยมนำมาใช้ตกแต่งกับงานสถาปัตยกรรมในสไตล์ลอฟท์ที่มีความดิบเท่ และด้วยเส้นสายจากวัสดุเหล็กที่ถูกนำมาออกแบบเป็นวงกบประตูและหน้าต่างที่มีความเล็กและบางกว่าวัสดุชนิดอื่น จึงทำให้การตกแต่งอาคารบ้านเรือนด้วยประตูและหน้าต่างเหล็กมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ แต่ก็มีน้ำหนักค่อนข้างมากกว่าเช่นกัน
  • ประตูและหน้าต่างไม้ ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็งที่สามารถป้องกันการกัดกินของปลวกได้ดี แม้จะสามารถนำมาตัดแต่งขึ้นรูปได้ตามความต้องการ แต่ก็จำเป็นต้องอาศัยช่างที่มีความชำนาญสูง เพื่อให้สามารถออกแบบประตู และหน้าต่างให้มีฉากลงตัวกับบ้านอย่างเหมาะสม เป็นวัสดุธรรมชาติที่นิยมใช้มาเนิ่นนาน ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน แม้จะได้รับความนิยมน้อยลงเนื่องจากเป็นวัสดุทางธรรมชาติที่หาได้ยาก มีราคาค่อนข้างสูง และยากต่อการดูแลรักษาในระยะยาว แต่ก็ยังได้รับความนิยม ในการนำมาใช้ทำเป็นประตูและหน้าต่างสำหรับตกแต่งบ้านให้สวยงาม เพื่อสะท้อนคุณค่าให้งานสถาปัตยกรรมดูมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น โดยส่วนใหญ่จะทำจากไม้หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น ไม้สัก ไม้แดง ไม้เต็ง ฯลฯ

ประเภทของประตูและหน้าต่างประตูบ้านประตูและหน้าต่างถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของบ้านที่ทำหน้าที่ป้องกันการอยู่อาศัยให้ปลอดภัย และช่วยเชื่อมโยงพื้นที่ในแต่ละส่วนที่มีการจัดวางอย่างเป็นส่วนตัวให้มีความเชื่อมโยงถึงกัน ซึ่งในปัจจุบันมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบตามการใช้งาน ได้แก่

  • ประตูบานเปิด เป็นรูปแบบประตูที่ได้รับความนิยมใช้งานในการตกแต่งบ้านเพื่อการอยู่อาศัย ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบประตูบานเปิดเดี่ยวและแบบประตูบานเปิดคู่ โดยสามารถเปิดได้กว้างมากถึง 180 องศา อาจกำหนดให้เปิดเข้าหรือออกก็ได้ตามความเหมาะสมของพื้นที่ใช้สอยที่สะดวกต่อการใช้งาน ส่วนมากจะนิยมใช้เป็นประตูทางเข้าหลักของบ้านหรือประตูภายในบ้านที่เปิดเข้าไปยังห้องต่าง ๆ
  • ประตูบานเลื่อน เป็นรูปแบบประตูที่มีรูปแบบการ เปิด-ปิด ที่เลื่อนไปด้านข้าง สามารถช่วยประหยัดพื้นที่ใช้สอยได้ดีและมีส่วนช่วยทำให้บ้านดูโมเดิร์นทันสมัยมากยิ่งขึ้น จึงทำให้แบบประตูประเภทนี้ถูกนำมาใช้ในการออกแบบแต่งบ้านรุ่นใหม่ในปัจจุบันค่อนข้างมาก เนื่องจากสามารถเสริมภาพลักษณ์ความโมเดิร์นได้อย่างลงตัวกับการออกแบบบ้านอย่างเหมาะสม ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบบานเลื่อนเดี่ยวและบานเลื่อนคู่ในรูปแบบรางเลื่อนบนและล่าง หรืออาจเป็นบานเลื่อนสามส่วนที่เหมาะกับพื้นที่ใช้งานที่มีสเปซช่องเปิดค่อนข้างกว้างขวางมากขึ้น
  • ประตูบานสวิง ลักษณะคล้ายกับประตูบานเปิด แต่จะแตกต่างกันที่ประตูบางสวิงสามารถผลักเข้าและออกได้ทั้งสองด้าน โดยจะนิยมใช้ร่วมกับกรอบประตูอะลูมิเนียมและลูกฟักกระจก ช่วยให้สามารถเปิดประตูได้ทั้งสองด้านโดยไม่ทำให้ชนกัน โดยนิยมนำมาใช้กับพื้นที่บริเวณที่มีการใช้งานเข้า-ออกเป็นประจำในสถานที่สาธารณะ แต่ไม่ค่อยพบเห็นในการนำมาใช้กับบ้านพักอาศัยมากนัก
  • ประตูบานเฟี้ยม หนึ่งในรูปแบบประตูที่มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์และได้รับความนิยมในการนำมาตกแต่งบ้านเรือนในอดีต ด้วยลักษณะของประตูที่มีลักษณะเป็นบานพับทบที่มีความต่อเนื่องกัน เวลาเปิดประตูออกจะถูกพับไปทบกันที่ด้านใดด้านหนึ่ง หรือทั้งสองด้านที่จัดวางไว้ ซึ่งช่วยให้สามารถเปิดบานประตูออกได้อย่างกว้างขวางและไม่เปลืองพื้นที่ใช้งานภายในบ้าน ส่วนมากจะนิยมนำมาใช้ตกแต่งบ้านในปัจจุบันเพื่อใช้แบ่งพื้นที่ใช้สอยในแต่ละโซนให้เป็นสัดส่วนเหมือนฉากกั้นห้องภายในบ้าน โดยสามารถเปิดออกกว้างขวางเพื่อเชื่อมต่อพื้นที่ใช้สอยระหว่างกันหรือใช้ปิดกั้นแบ่งแยกพื้นที่อยู่อาศัยให้เป็นส่วนตัวอย่างชัดเจนก็ได้เช่นกัน
  • ประตูบานหมุน เป็นประตูที่มีการติดตั้งแกนหมุนไว้ตรงกลางบานของประตู ส่วนมากจะนิยมติดตั้งประตูบานหมุนตั้งแต่สองบานขึ้นไป เพื่อช่วยให้สามารถเปิดประตู เข้า-ออก ได้อย่างสะดวกสบาย อาจนำมาใช้เพื่อกั้นแบ่งพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านก็ได้เช่นกัน
แบบประตูบ้าน ประตูบ้าน แบบประตู
แบบประตูบ้าน ประตูบ้าน แบบประตู

หน้าต่าง

  • หน้าต่าง บานเปิด เป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมใช้กับการตกแต่งบ้านเพื่อการอยู่อาศัยสำหรับบ้านในยุคก่อน และยังคงมีให้เห็นมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีลักษณเป็นบานเปิดออก แม้จะสามารถเปิดรับลมและแสงสว่างจากภายนอกเข้าสู่พื้นที่ภายในบ้านได้อย่างเต็มที่ แต่ก็ทำให้เปลืองพื้นที่ใช้สอยของบ้านในขณะเปิดบานหน้าต่างออกเช่นกัน จึงควรติดตั้งหน้าต่างประเภทนี้ในบริเวณที่ไม่กีดขวางทางเดินของบ้าน เช่น พื้นที่ชั้นบนบ้าน เพื่อช่วยป้องกันการเกิดอุบัติเหตุในระหว่างการอยู่อาศัย โดยสามารถแบ่งชนิดของหน้าต่างบานเปิดได้เป็น 2 รูปแบบ ได้แก่

– หน้าต่างบานพับแบบธรรมดา เป็นหน้าต่างที่ใช้บานพับแบบธรรมดา โดยสามารถเปิดออกได้กว้างมากถึง 180 องศา ซึ่งจะมีการทำตะขอเกี่ยวยึดไว้สำหรับกันลมตีเข้ากับตัวบ้าน

– ซึ่งจะเปิดออกไปในทิศทางเดียวกัน โดยสามารถเปิดได้กว้างมากที่สุด 90 องศา ตัวยึดบานทั้งบนและล่างจะมีความฝืดด้วยตัวเอง ช่วยให้สามารถเปิดออกได้โดยไม่ต้องใช้ตะขอเกี่ยวเพื่อกันลมตีเข้ากับผนังบ้าน หน้าต่างบานเปิดไร้ตัวล็อค หรือที่เรียกว่าบานพับแบบวิทโก้ เป็นหน้าต่างที่สามารถเปิดค้างได้โดยไม่ต้องมีตัวล็อค

  • หน้าต่างบานเลื่อน มีลักษณะคล้ายกับประตูบานเลื่อนที่มีการเลื่อนเปิดออก นิยมนำมาใช้ในการตกแต่งบ้านพักอาศัยในปัจจุบันค่อนข้างมาก เนื่องจากไม่ทำให้เปลืองพื้นที่ใช้สอยในขณะเปิดเลื่อนบานหน้าต่าง สามารถนำมาใช้ได้กับทุกมุมของบ้านแม้กระทั่งบริเวณที่มีการสัญจรไปมาในบ้าน ซึ่งในปัจจุบันจะมีการออกแบบระบบล็อคนิรภัยมากับตัวหน้าต่างบานเลื่อนโดยตรงจากผู้ผลิต เพื่อช่วยเสริมความมั่นใจในการอยู่อาศัยให้รู้สึกปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
  • หน้าต่างบานกระทุ้ง มีลักษณะการเปิดด้วยวิธีดันบานหน้าต่างจากล่างออก โดยมีบานพับอยู่บริเวณด้านบนของบาน ซึ่งจะทำให้เปลืองพื้นที่ใช้สอยของบ้านเช่นเดียวกับหน้าต่างบานเปิด จึงควรนำมาใช้ในบริเวณที่ไม่ใช่ทางเดินของบ้าน โดยอาจติดตั้งไว้บริเวณชั้นบนบ้านที่อยู่ในระดับสูงกว่าศีรษะขึ้นไป แม้จะไม่สามารถช่วยให้เปิดรับลมเข้าสู่พื้นที่ในบ้านได้อย่างเต็มที่ แต่ก็ช่วยทำหน้าที่เป็นกันสาดให้กับตัวบ้านได้ดี ส่วนมากจะนิยมนำมาติดตั้งเพื่อใช้สำหรับระบายอากาศภายในห้องน้ำ
  • หน้าต่างบานยก มีลักษณะคล้ายกับหน้าต่างบานเลื่อน แต่มีการเปิดด้วยการยกบานขึ้นแล้วบิดตัวล็อคเพื่อเปิดค้างไว้และยกบานลงเพื่อปิดเมื่อไม่ได้ใช้งาน เหมาะสำหรับการติดตั้งในอาคารและบ้านพักอาศัยที่อยู่ในอาคารสูง
  • หน้าต่างบานเกล็ด มาพร้อมระบบป้องกันความปลอดภัยในตัว มีลักษณะเป็นบานเกล็ดซ้อนชั้นกัน เพราะอาจทำให้บานเกล็ดเกิดการแอ่นบิดตัวหรือแตกหักได้ง่าย โดยส่วนใหญ่จะมีให้เลือกทั้งบานเกล็ดที่ทำจากกระจกและวัสดุไม้ ไม่เหมาะกับการใช้ในบริเวณตัวบ้านที่ฝนสามารถเข้าถึง เพราะอาจทำให้น้ำฝนสาดย้อนบานเกล็ดเข้าสู่พื้นที่ภายในบ้านได้ ที่สำคัญควรมีการติดตั้งอุปกรณ์เสริมเพื่อป้องกันความปลอดภัยให้กับตัวบ้านเพิ่มเติมหากติดตั้งหน้าต่างบานเกล็ด หรืออาจเลือกหน้าต่างบานเกล็ดจากผู้ผลิตที่มีมาตรฐานพิเศษ ซึ่งจะใช้แกนหมุนเพื่อเปิดและปิดบานหน้าต่าง ซึ่งสามารถช่วยประหยัดพื้นที่ใช้สอยได้ดี เหมาะสำหรับการใช้ระบายอากาศภายในบ้าน แต่ไม่ควรมีการออกแบบขนาดบานให้กว้างมากเกินไป
  • หน้าต่างบานพลิก เป็นหน้าต่างที่มีจุดศูนย์กลางในการหมุนอยู่บริเวณกลางบานหรือกลางวงกบ ซึ่งมีทั้งแบบพลิกในแนวตั้งและแนวนอน โดยสามารถเปิดด้วยการผลักบานไปมา เหมาะสำหรับการติดตั้งในบริเวณที่ต้องการเปิดรับบรรยากาศภายนอกอย่างเต็มที่ แต่ไม่เหมาะหากจะนำมาติดตั้งในบริเวณห้องนอน เนื่องจากไม่สามารถติดตั้งมุ้งลวดสำหรับกันแมลงเพิ่มเติมได้

ทริคดี ๆ ในการออกแบบประตูและหน้าต่าง

  • บานประตูแบบเปิดเข้า ภายในบ้านหรือห้องพักอาศัยส่วนใหญ่จะนิยมออกแบบบานประตูให้เปิดเข้า ออกแบบบริเวณบ้าน เพื่อความสะดวกในการใช้งานที่ปลอดภัยและไม่เกิดอันตรายในขณะเปิดประตู ยกเว้นประตูที่ติดกับพื้นที่นอกบ้านจะนิยมออกแบบให้เปิดออกเสมอ เพื่อป้องกันน้ำฝนที่สาดถูกประตูบานหยดลงในพื้นที่อยู่อาศัย
  • ไม่ติดตั้งบานพับตรงกลางประตู บานพับของประตูส่วนมากจะนิยมติดตั้งอย่างน้อย 3 ตัว ซึ่งขึ้นอยู่กับน้ำหนักของประตูที่ใช้กับตัวบ้าน โดยจะติดห่างจากขอบบนและล่างของบานประตูประมาณ 10-15 เซนติเมตร ในส่วนของบานพับตัวที่ 3 ควรติดอยู่ในตำแหน่งที่สูงประมาณ 3 ใน 4 ของความสูงบานประตู ซึ่งจะช่วยให้สามารถรับน้ำหนักได้ดีกว่าการติดตั้งบานพับไว้บริเวณกึ่งกลางบานประตู
  • เลือกบานพับประตูให้เหมาะกับการใช้งาน ปัจจุบันมีบานพับประตูให้เลือกหลายประเภทด้วยกัน ซึ่งควรเลือกให้เหมาะสมกับการใช้งาน หากเป็นประตูที่มีน้ำหนักค่อนข้างมากและต้อง เปิด-ปิด ใช้งานบ่อยอย่าง ประตูหน้าบ้าน หรือประตูห้องน้ำ แนะนำให้เลือกใช้บานพับประตูชนิดแหวนสเตนเลสและแหวนลูกปืน ซึ่งมีความลื่นและทนทานในการใช้งาน แต่หากเป็นประตูที่ไม่ได้ใช้งานบ่อยมากนักอย่าง ประตูห้องเก็บของ ก็สามารถเลือกใช้บานพับประตูชนิดแหวนพีวีซีได้ แม้จะมีความทนทานน้อยกว่า แต่เมื่อไม่ได้เปิดประตูใช้งานก็จะมีความฝืดน้อยกว่าบานพับแหวนโลหะ
  • เลือกใช้ลูกบิดประตูให้เหมาะสม ส่วนมากจะนิยมใช้ลูกบิดประตูที่มีปุ่มล็อกในตัวสำหรับห้องทั่วไปในบ้าน แต่จะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ใช้งาน เช่น ประตูหน้าบ้านควรเลือกใช้ลูกบิดที่มีตัวล็อกแยกต่างหาก เพราะจะมีความแข็งแรงในการป้องกันความปลอดภัยให้พื้นที่ในบ้านได้ดีกว่าลูกบิดแบบปุ่มล็อกในตัว ในส่วนประตูห้องน้ำแนะนำว่าควรเลือกใช้ประตูลูกบิดที่สามารถปลดล็อกได้จากภายนอกโดยไม่ต้องใช้กุญแจ เพื่อป้องกันการเกิดเหตุฉุกเฉินภายในห้องน้ำจนไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ทันเวลา แต่หากเป็นประตูที่ติดตั้งไว้ในบริเวณทางเดินหรือห้องเก็บของ อาจเลือกใช้ลูกบิดที่ไม่มีปุ่มล็อก เพื่อให้สามารถเปิดใช้งานได้อย่างสะดวกมากขึ้น
  • ไม่ติดตั้งหน้าต่างยื่นออกมาในทางเดินหรือบริเวณที่ไม่เหมาะสม บริเวณที่เป็นทางเดินของบ้านหรือเป็นทางสัญจรที่มีคนในบ้านเดินผ่านไปมาอยู่เสมอ แนะนำว่าไม่ควรติดตั้งหน้าต่างประเภทที่มีบานยื่นออกมายังบริเวณทางเดิน หรือยื่นออกมาในบริเวณที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย เช่น ผนังบ้านบริเวณที่ติดกับโรงจอดรถ เป็นต้น โดยไม่ควรนำหน้าต่างประเภทบานเปิดและบานกระทุ้งมาติดตั้งบนพื้นที่ในบริเวณดังกล่าว เพราะจะทำให้เกะกะบริเวณทางเดินและอาจเกิดอุบัติเหตุจากการชนบานหน้าต่างได้หากมีการเลือกประตูและหน้าต่างให้เหมาะกับพื้นที่ใช้สอยของบ้าน และมีการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบก่อนการติดตั้ง ก็จะทำให้สามารถอยู่อาศัยภายในบ้านได้อย่างปลอดภัยและมีความสุขทุกเวลา

ส่วนประกอบของหน้าต่าง มีดังนี้
1.วงกบหน้าต่าง ส่วนมากเป็นไม้เนื้อแข็ง
2.วงกรอบหรือบานกรอบหน้าต่าง นิยมใช้ไม้สักเพราะจะทนทาน สวยงาม น้ำหนักไม่มาก และไม่บิดงอง่าย รวมทั้งยังหดตัวน้อยมาก
3.ลูกฟัก ปัจจุบันนิยม กระจกหรือใช้ไม้และบานเกล็ดรวมทั้งกระเบื้องแผ่นเรียบ

การติดตั้งหน้าต่าง (แต่ไม่ค่อยนิยมมากนักเพราะปริมาณแสงที่ส่องแรง ) ฉะนั้นการติดตั้งหน้าต่างบริเวณ 2 ทิศนี้ ควรทำที่กันแดดไว้ด้วย
การสำรวจทิศทางของลมเป็นสิ่งสำคัญที่ควรคำนึงก่อนการติดตั้งหน้าต่าง โดยทั่วไปตำแหน่งของหน้าต่างมักอยู่ใต้แนวทิศเหนือและใต้เนื่องจากเป็นทางลม รวมไปถึงทิศตะวันออกและทิศตะวันตกก็ควรมีหน้าต่างไว้รับแสงแดดเช่นกัน

ขนาดของหน้าต่าง
หน้าต่างที่มีขนาดเหมาะสมคือ ขนาดประมาณกว้าง 60 ซม. ยาว 90 ซม. ต่อหนึ่งบาน แต่ถ้าต้องการขนาดที่ใหญ่ ควรเลือกใช้ หน้าต่าง ที่เป็นสองบาน การติดตั้งวงกบหน้าต่างควรติดตั้งวงกบด้านล่างอยู่สูงเกิน 2 เมตร สำหรับบ้านไหนที่ต้องการทำช่องแสงสว่างเหนือวงกบก็สามารถทำได้เช่นกัน

ประเภทของหน้าต่างที่ได้รับความนิยม
หน้าต่างบานเลื่อน เป็นที่นิยมและพบมากในปัจจุบัน หน้าต่าง ประเภทนี้ใช้รอกและรางแทนการเปิด-ปิด ให้เลื่อนไปมาทั้งซ้ายและขวา แต่จะสามารถเปิดได้เพียงครึ่งเดียวของความกว้างทั้งหมดเพราะต้องเสียเนื้อที่ซ้อนขนาน หน้าต่างบานเลื่อนไม่ช่วยรับลมแต่ถ้าอยู่ในทิศทางที่ลมผ่านแล้วจะเปิดให้ลมเข้ามากและสามารถรับแสงสว่างจากธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ เพราะมีขนาดใหญ่ ซึ่งมีทั้งลักษณะที่เป็นไม้และอะลูมีเนียม ข้อเสียคือ ถ้าเป็นไม้จะทำได้ยากและเสียค่าใช้จ่ายสูง โดยหน้าต่างบานเลื่อนมีด้วยกัน 2 แบบ คือ

  • หน้าต่างชนิดบานเลื่อนขึ้นลง
    หน้าต่างชนิดนี้จะมีลักษณะสี่เหลี่ยมเลื่อนขึ้นลง ข้อเสีย คือ ปิดและเปิดไม่สะดวก รับลมได้เพียงครึ่งหนึ่งของหน้าต่างชนิดที่สามารถเปิดได้ทั้งบาน แต่สามารถรับแสงสว่างจากธรรมชาติได้อย่างเต็มที่
  • หน้าต่างชนิดบานเลื่อนด้านข้าง
    หน้าต่างบานเลือนช่วยประหยัดเนื้อที่ภายนอกสำหรับปิดเปิดได้ แต่การเปิดหน้าต่างจะทำได้เพียงครึ่งหนึ่งทั่วไป และอุปกรณ์ในการติดตั้งหน้าต่างบานเลื่อน มีราคาแพงเนื่องจากต้องใช้รางเลื่อน แต่สามารถรับแสงสว่างจากธรรมชาติได้อย่างเต็มที่เช่นกัน
ครัวตัว u

แนวทางออกแบบห้องครัวน่าใช้ เหมาะสมกับการใช้งานเป็นหลัก

1. ห้องครัว รูปตัวไอ หรือ I-Shape Kitchen

ครัวรูปตัวไอเหมาะสำหรับเลือกใช้ในบ้านที่มีพื้นที่จำกัด หรือแบ่งพื้นที่สำหรับห้องครัวไว้ไม่มากนัก หรือคอนโดมิเนียมที่มีพื้นที่ไม่กว้างขวางนัก การออกแบบห้องครัวส่วนใหญ่จึงเป็นแบบแนวยาวระนาบเดียวกันติดฝาผนังด้านใดด้านหนึ่งของพื้นที่ ไล่จากส่วนเก็บ ส่วนเตรียมอาหารหรือปรุง และส่วนล้าง

ทั้งนี้ด้วยพื้นที่ของห้องครัวรูปแบบนี้ไม่ได้กว้างขวางมากนัก การเพิ่มพื้นที่สำหรับจัดเก็บ เจ้าของบ้านสามารถปรึกษาขอคำแนะนำจากทีมออกแบบ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้วิธีติดตั้งไว้ใต้เคาน์เตอร์ชุดครัว หรืออาจใช้ตู้แบบลอยติดผนังในแนวเดียวกับเคาน์เตอร์ครัว

ขนาดของห้องครัวรูปแบบนี้ เหมาะสำหรับการใช้งานพื้นที่ประมาณ 1-2 คน

2. ห้องครัวรูป L หรือ  รูปแบบ L-Shape Kitchen

เป็นรูปแบบของครัวยอดนิยมที่ถูกนำมาใช้กับบ้านทั่วไปอย่างแพร่หลาย เพราะพื้นที่ครัวรูปตัวแอลนี้จะเน้นความสะดวกสบายของการใช้สอย มีพื้นที่กว้างขวางเหมาะสมและสามารถยืดหยุ่นให้เหมาะกับการใช้งานในพื้นที่ครัวได้

ครัวรูปตัวแอลเหมาะสำหรับบ้านที่มีพื้นที่มากพอสมควร สามารถจัดให้เข้ามุมกับแบบบ้านได้ ออกแบบภายใน  มีการติดตั้งอุปกรณ์ครัวติดแนวกำแพง 2 ด้าน จึงให้ความเป็นส่วนตัวระหว่างใช้งานพื้นที่ รวมทั้งยังสามารถใช้งานได้พร้อมกันหลายๆ คน  ได้อย่างคล่องตัว

ส่วนลักษณะการจัดเก็บอุปกรณ์ และการแบ่งพื้นที่ใช้งานสามารถทำได้ง่ายมากขึ้น แต่สิ่งที่เจ้าของบ้านควรคำนึงถึงคือ ส่วนของพื้นที่เตรียมอาหารและเตานั้นควรอยู่ติดผนังในด้านที่สามารถระบายกลิ่นและควันออกสู่ภายนอกบ้านได้ง่าย และไม่ส่งกลิ่นรบกวนพื้นที่อื่นๆ ในบ้าน

3. ห้องครัว รูปตัวยู U หรือ รูปแบบ U-Shape Kitchen

ครัวรูปตัวยู ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองการใช้งานได้มากขึ้น เน้นความกว้างขวางของพื้นที่และมีความยืดหยุ่นในการจัดตกแต่งค่อนข้างมาก

การติดตั้งเคาน์เตอร์ และตู้เก็บของจะเป็นแบบติดกับแนวกำแพง 3 ด้าน สามารถรองรับการใช้งานในเวลาเดียวกันได้มากกว่า 2 คน และสำหรับห้องที่มีพื้นที่กว้างมากๆ ก็ยังสามารถเพิ่มโต๊ะกลางสำหรับพักอาหารรอเสิร์ฟ หรือเพิ่มโต๊ะรับประทานอาหารเข้าไปในพื้นที่ด้วยเลยก็ได้

ข้อควรคำนึงคือ พื้นที่ในห้องครัวรูปตัวยูมีความกว้างขวางค่อนข้างมาก การจัดวางตำแหน่งของส่วนเก็บ ส่วนเตรียม ส่วนปรุง และส่วนล้าง ก็ไม่ควรอยู่ห่างกันมากเกินไป เพราะจะกลายเป็นไม่สะดวกในการใช้งาน

4. ห้องครัวแบบเกาะกลาง หรือ รูปแบบ Island Kitchen

โดยสามารถใช้เป็นส่วนของการเตรียมอาหาร ทำอาหาร และทำความสะอาดได้ ครัวแบบเกาะกลางมีลักษณะการติดตั้งเคาน์เตอร์ครัวไว้ตรงกลางพื้นที่ นอกจากนี้ยังสามารถทำบิวท์อินจัดให้เป็นบาร์ขนาดเล็กสำหรับใช้เป็นที่รับประทานอาหาร หรือเป็นเฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัวและติดล้อ ให้สามารถเคื่อนที่ได้ตามความสะดวกในการใช้งาน

สำหรับบ้านที่มีพื้นที่สำหรับห้องครัวกว้างขวางมากๆ การดีไซน์ครัวรดีไซน์ห้องครัวแบบเกาะกลางถือเป็นแบบที่ตอบโจทย์ได้ดี ซึ่งสมาชิกในบ้านสามารถเข้าใช้พื้นที่ครัวพร้อมๆ กันได้อย่างสะดวกสบายมากกว่า 2 คน

การเลือกแบบครัวที่เหมาะสมกับการใช้งานจะช่วยให้ผู้อยู่อาศัยสามารถใช้พื้นที่ได้อย่างสะดวกสบาย และปลอดภัย โดยนอกจากการเลือกแบบครัวแล้ว ความกว้าง ความสูงของเคาน์เตอร์ ตู้เก็บของ ก็ควรสัมพันธ์กับความสูงของผู้ใช้งานด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะบ้านที่มีผู้สูงอายุ หรือใช้รถเข็น เพื่อให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด

หลักการออกแบบ ห้องครัว (Kitchen Design)
หลักการออกแบบ ห้องครัว (Kitchen Design)

หลักการออกแบบห้องครัว (Kitchen Design) คือ

การออกแบบวางผัง พื้นที่ปรุงอาหาร (ครัว) ในภาพรวม ให้มีความเหมาะสมสัมพันธ์กับรูปแบบการใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ ถูกต้องตามหลักสุขลักษณะ ให้ความสะดวกสบาย ให้ความปลอดภัยในการใช้งาน และช่วยยกระดับสุขอนามัยที่ดี หรือ คุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้อยู่อาศัย หรือ ผู้ใช้งาน  โดยมีองค์ประกอบหลักในการออกแบบ ดังนี้

ตำแหน่งที่ตั้ง (Area)

การกำหนดพื้นที่ตั้งของห้องครัวจะต้องคำนึงถึงปัญหาเรื่องการใช้งานเป็นหลัก ตำแหน่งของห้องครัวไม่ควรอยู่ใกล้กับส่วนที่เป็นมุมพักผ่อน เช่น ห้องนั่งเล่น หรือมุมที่ต้องการความสงบ เช่น ห้องนอน ห้องทำงาน ฯลฯ เนื่องจากการประกอบอาหารนั้นอาจมีเสียงและกลิ่น ที่เกิดจากการประกอบอาหารรบกวนได้

นอกจากนี้ตำแหน่งที่ตั้งของห้องครัวยังมีผลในเรื่องของความสะอาด และสุขอนามัยที่ดี ซึ่งจะต้องเป็นพื้นที่ ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่อับชื้น เพื่อไม่ให้เกิดแหล่งสะสมเชื้อโรค และจะต้องมีทางเดินที่สะดวกในการเดินเข้าสู่พื้นที่ครัว

แสงสว่าง (Lighting)

การออกแบบแสงสว่างในพื้นที่ครัวถือเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่จะต้องพิจารณาเป็นลำดับต้นๆ แสงธรรมชาติที่ส่องผ่านเข้ามาจากช่องเปิด หรือ หน้าต่าง นอกจากจะให้แสงสว่างที่นุ่มนวลสบายตาแล้ว ยังเป็นช่องระบายอากาศที่ดีอีกด้วย การมีแสงสว่าง และการระบายอากาศที่เหมาะสมจะทำให้ครัวไม่มีกลิ่นเหม็นอับ และไม่มีปัญหาเรื่องความอับชื้น อีกทั้งยังให้อุณหภูมิความร้อน (โดยเฉพาะแสงแดดช่วงบ่าย) ที่สามารถช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคได้ดีอีกด้วย

ในกรณีภายในครัวมีช่องเปิด หรือ มีหน้าต่างค่อนข้างน้อยจนทำให้มีแสงสว่างไม่เพียงพอ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายในระหว่างปรุงอาหาร หรือ ประกอบอาหารได้ไม่สะดวกเท่าที่ควร ดังนั้นควรติดตั้งไฟส่องสว่างเพิ่ม เพื่อให้แสงกระจายไปยังจุดต่างๆภายในครัวได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้การทาสีห้องครัวด้วยโทนสีอ่อนๆ จะช่วยให้บรรยากาศภายในครัวรู้สึกสว่าง และดูกว้างขึ้น

การถ่ายเทอากาศ (Ventilation)

พื้นที่ห้องครัวภายในบ้านพักอาศัยทั่วไป ถ้าหากมีช่องเปิด หรือ มีหน้าต่างที่เพียงพอย่อมเป็นผลดี (ส่วนมากนิยมใช้หน้าต่างบานเปิด หน้าต่างบานเลื่อน หรือ หน้าต่างบานกระทุ้ง) เพราะนอกจากจะเป็นช่องให้แสงธรรมชาติส่องผ่านเข้ามาอย่างเพียงพอแล้ว ยังเป็นช่องระบายอากาศที่จะช่วยให้พื้นที่ครัวมีอากาศถ่ายเทอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้ไม่มีกลิ่นเหม็นอับ และไม่มีปัญหาเรื่องความชื้น อีกทั้งยังช่วยลดการสะสมตัวของเชื้อโรค เชื้อรา และแบคทีเรียได้อีกด้วย

แต่ในกรณีที่ห้องครัวอยู่ในอาคารชุดที่มีพื้นที่จำกัด หรือ อาคารสาธารณะ เช่น อพาร์ทเมนต์ คอนโดมิเนียม โรงแรม ฯลฯ อาจมีช่องเปิด หรือ หน้าต่างในพื้นที่ครัวค่อนข้างน้อย หรือ ไม่มีช่องเปิดเลย จึงจำเป็นต้องติดตั้งระบบระบายอากาศเพิ่มเติม เพื่อช่วยดูดควัน หรือ กลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ออกไปยังด้านนอกอาคาร และช่วยถ่ายเทอากาศได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดความอับชื้น กลิ่นเหม็นอับ และการสะสมของเชื้อโรคได้ดียิ่งขึ้น

พื้น (Floor)

การออกแบบตกแต่งพื้นห้องครัว ควรออกแบบให้ลดระดับต่ำกว่าพื้นห้องอื่นๆประมาณ 5-10 ซม. และจะต้องมีองศาพื้นที่ลาดเอียงเล็กน้อย ซึ่งจะช่วยให้ด้านการระบายน้ำสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น การออกแบบพื้นห้องครัวในลักษณะนี้ก็เพื่อความสะดวกเวลาทำความสะอาดพื้น หรือ ล้างพื้น เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำที่ใช้ในการล้างทำความสะอาดใหลไปเปรอะเปื้อนห้องอื่นๆ เนื่องจากเวลาที่ปรุงอาหารพื้นจะเป็นส่วนที่สกปรกได้ง่ายจากคราบวัตถุดิบที่ใช้ปรุงอาหารซึ่งมักจะหล่นลงสู่พื้นในระหว่างปรุงอาหาร

แต่ในกรณีที่ห้องครัวอยู่ในอาคารชุดที่มีพื้นที่จำกัด เช่น อพาร์ทเมนต์ หรือ คอนโดมิเนียม ซึ่งไม่สามารถลดระดับเพื่อล้างพื้นได้ มักนิยมทำเป็นครัวฝรั่งมากกว่าเป็นครัวไทย เพราะมีกรรมวิธีปรุงอาหารที่เรียบง่ายกว่า และมีความสกปรกน้อยกว่า ซึ่งจะทำให้ง่ายต่อการทำความสะอาด

ห้องครัวถือเป็นพื้นที่ ที่มีการใช้งานค่อนข้างหนัก วัสดุที่เหมาะสมกับการปูพื้นห้องครัวนั้น ควรเป็นวัสดุที่แข็งแรงทนทาน สามารถรับน้ำหนักได้ดี ทนทานต่อรอยขีดข่วน ทนความร้อน ทนความชื้น ทนกรดด่าง หรือ สารเคมีต่างๆ และดูแลรักษาทำความสะอาดได้ง่าย เช่น กระเบื้องที่มีพื้นผิวไม่มันหรือด้านจนเกินไป หรือ พื้นหินขัด

แม้พื้นไม้จริง พื้นลามิเนต หรือ พื้นกระเบื้องยาง จะมีความสวยงาม แต่ในแง่การใช้งานจริงมักจะทำความสะอาดได้ยาก และไม่ค่อยทนทาน แต่ถ้าหากอยากจะนำมาใช้งานจริงๆควรนำมาใช้งานในครัวฝรั่ง เพราะมีกรรมวิธีปรุงอาหารที่เรียบง่ายกว่า และมีความสกปรกน้อยกว่าครัวไทย

ผนัง (Wall)

การออกแบบตกแต่งผนังห้องครัว ถ้าหากทาสี แนะนำว่าควรใช้สีน้ำมัน หรือสีอะครีลิคกึ่งเงาแทนการใช้สีน้ำพลาสติคสำหรับทาภายในทั่วไป เนื่องจากสามารถทำความสะอาดคราบเขม่า คราบควัน ที่เกิดจากการปรุงอาหารได้ง่ายกว่าสีทาบ้านทั่วไป

แต่ถ้าหากเลือกใช้วัสดุตกแต่งปิดผิวผนัง ควรใช้วัสดุที่ทนทานต่อรอยขีดข่วน ทนความร้อน และมีพื้นผิวมัน เพื่อความสะดวกในการกำจัดคราบสกปรกจากการปรุงอาหาร เช่น กระเบื้องเคลือบที่มีพื้นผิวไม่มันหรือด้านจนเกินไป กระจกเคลือบสี หรือ คริสตัลบอร์ด

ท็อปเคาน์เตอร์ (Top Counter)

การออกแบบตกแต่งท็อปเคาน์เตอร์ครัว ควรมีความลึกอย่างน้อย 60 ซม. และต้องทำพื้นสูงจากพื้นถึงท็อป 90-105 ซม.ในบริเวณขอบควรมีการลบมุมขอบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตราย ต่อผู้ใช้งานเวลาเกิดการชน หรือ การกระแทกโดยไม่ตั้งใจ

ควรใช้วัสดุที่แข็งแรงทนทานสามารถรับน้ำหนักแรงกดได้ดี ทนทานต่อรอยขีดข่วนไม่แตกหักง่าย ทนความร้อน ทนความชื้น ทนกรดด่าง หรือ สารเคมีต่างๆ และมีพื้นผิวมัน เพื่อความสะดวกในการกำจัดคราบสกปรกจากการปรุงอาหาร เช่น สแตนเลส ปูนซีเมนต์เปลือย หินแกรนิต หินสังเคราะห์ ลามิเนตแรงอัดสูง(HPL) หรือ คริสตัลบอร์ด

ฝ้าเพดาน (Ceiling​​​​​​​)

การออกแบบฝ้าเดานห้องครัวควรมีความสูงจากพื้นห้องถึงฝ้าเพดานไม่น้อยกว่า 2.5 เมตร เพื่อความสะดวกในการถ่ายเทอากาศ และวัสดุที่ใช้ควรเป็นแบบแผ่นเรียบที่ดูแลทำความสะอาดได้ง่าย ทนความร้อน ทนความชื้นได้ดีในระดับหนึ่ง และเป็นวัสดุไม่ลามไฟ เช่น ยิปซั่มบอร์ด ไฟเบอร์ซีเมนต์ ฯลฯ