การออกแบบบ้าน

การปลูกต้นไม้ และการสร้างบ้านให้มั่นคงแข็งแรง

พื้นที่สีเขียวรอบบ้าน เป็นส่วนหนึ่ง ที่ช่วยให้ เราผ่อนคลาย ได้ ซึ่งใครหลาย ๆ คนอาจจะ มองข้ามไป เพราะไม่มี เวลามานั่ง ดูแลต้นไม้ บางคนถึงกับรื้อต้นไม้ออกแล้วทำเป็นพื้นดินโล่งๆแทน ซึ่งส่วนตัวแอบเสียดายนิดๆ เพราะจริงๆแล้วการจัดสวนในบ้านไม่ได้ช่วยแค่เรื่องสวยงามเท่านั้น เรายังออกแบบให้มีมุมพักผ่อนกลางแจ้ง นั่งรับลมชิวๆ และมีต้นไม้ช่วยให้ร่มเงา และสร้างความเป็นส่วนตัวในการอยู่อาศัยได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ประโยชน์ของการปลูกต้นไม้ยังมีอีกมากมาย ทั้ง ช่วยดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ ลดฝุ่นละออง PM2.5 ลดมลภาวะ ต่าง ๆ รวมถึงส่งผลดี ต่อสุขภาพและ อารมณ์ ดังนั้น ก่อนที่เราจะ ไปดูขั้นตอน การจัด สวนรอบบ้านด้วยตัวเองแล้ว

สำหรับต้นไม้ที่เราเห็นกันมีหลากหลายชนิดมากๆ โดยหลายแบบเป็น ต้นไม้สวยแต่รูป ปลูกแล้วบ้านพัง ก็มี แต่วันนี้เราขอแบ่งประเภทต้นไม้ออกเป็น 4 ชนิดใหญ่ๆ ซึ่งแต่ละชนิดจะมีหน้าที่แตกต่างกันไป ถ้าเราเลือกวางได้ถูกตำแหน่ง นอกจากความสวยงามแล้วยังช่วย ฟอกอากาศ ให้ร่มเงา และบดบังสายตาได้อีกด้วย ไปดูกันเลย

  • ไม้ยืนต้นสูง (Trees) : เป็นไม้เนื้อแข็ง ที่เส้นผ่าศูนย์กลางขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ได้ด้วยตัวเอง มีความสูงจากพื้นดิน 3 m. ขึ้นไป ที่แตก กิ่งก้าน สาขาเอาไว้ให้ ร่ม เงาได้ เช่น ต้นชงโค, ต้นทองอุไร, ต้นแคนา, เหลืองปรีดียาธร, ต้นหลิว เป็นต้น
  • ไม้พุ่ม (Shrubs) : สำหรับไม้พุ่มมีหลากหลายแบบทั้งพุ่มเตี้ยและพุ่มสูง โดยไม้พุ่มเตี้ยมีความสูงไม่เกิน 45 cm. ส่วนใหญ่ปลูกเป็นกอ เป็นแถว โดยมัก จะวาง คู่กับ ไม้พุ่มสูง เพื่อให้ดู มีมิติ สวยงามดี ส่วนไม้พุ่มสูงมีความสูง 3-6 m. ตั้งเอาไว้ริมกำแพง หรือติดแนวรั้ว เพื่อ ช่วย บังสายตา จากคนภาย นอกได้ดี เช่น ไทรเกาหลี, หลิวทอง, เศรษฐีดาวาว เป็นต้น
  • ไม้ดอกไม้ประดับ (Flowering herb) : มีทั้งไม้เนื้ออ่อนและไม้ล้มลุก ที่มีความสูงจากพื้นไม่เกิน 30 cm. และมักปลูกเป็นกลุ่มก้อนติดๆกัน เพื่อความสวยงาม โดยมักเลือกไม้ดอกที่มีสีสันสดใสตัดกับพื้นหญ้าสีเขียว เช่น ดอกแวววิเวียร, ดอกเข็มม่วง, พุดศุภโชค  เป็นต้น
  • พื้น หญ้า (Grass) : เป็นพืช คลุม ดินเพื่อ ป้องกันการพัง ทลายของ หน้าดิน เวลาเดิน จะรู้สึกนุ่ม เท้ามากขึ้น หกล้มแล้วจะไม่บาดเจ็บมากนัก โดยพื้นหญ้ามีคุณสมบัติทนแดด ทนฝน โตเร็วพอสมควร ดังนั้นเราต้องหมั่นตัด หญ้าไม้ให้ สูงมากนัก ป้องกัน สัตว์ดุร้าย และสามารถ เดินใช้งานได้ง่าย

    มาดูขั้นตอนเบื้องต้นในการจัดสวนด้วยตัวเองแบบง่ายๆ ทำเองได้ไม่ยาก

    • สำรวจพื้นที่ : ถือเป็นสิ่งแรกที่เราไม่ควรมองข้าม โดยเริ่มจากการวัดขนาดพื้นที่ และคำนึงถึงทิศทางของแสง และดินรอบบ้านว่าเป็นกรดหรือด่าง ประเภทดินเหนียว ดินร่วน หรือดินปนทราย ซึ่งจะบอกได้ว่าเหมาะสำหรับการปลูกต้นไม้ประเภทไหนนั้นเอง
    • ศึกษารายละเอียดต้นไม้ : ส่วนสำคัญเลยคือการเลือกพรรณไม้ที่สามารถปลูกในรั้วบ้าน เพราะบางชนิดก็ไม่เหมาะปลูกในบ้าน เนื่องจากอาจจะส่งผลกระทบกับตัวบ้านได้ในอนาคต นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่เราต้องรู้คือวิธีดูแลต้นไม้แต่ละชนิด ฉะนั้นควรมีการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับต้นไม้ที่เราจะปลูกโดยละเอียด
    • สไตล์สวนที่ชอบ : เป็นขั้นตอนที่หลายๆคนอาจจะชื่นชอบ ซึ่งเป็นการหาสไตล์สวนที่เข้ากับบ้านตัวเอง โดยแบบสวนสามารถจัดได้หลากหลายแบบทั้ง Tropical Rainforest, กลิ่นอายสวนอังกฤษ, กลิ่นอายสวนฝรั่งเศษ, Modern Zen เป็นต้น (สวนแต่ละแบบก็มี Gimmick แตกต่างกันออกไป ทั้งเรื่องพรรณไม้และของตกแต่ง)
    • ปรับหน้าดิน / กำจัดวัชพืช : หลังจากเราได้สไตล์สวนและพรรณไม้ที่ต้องการแล้ว อันดับถัดไปคือการปรับหน้าดินที่ต้องคำนึงถึงการวางท่อน้ำ หรือส่วนระบายน้ำ โดยทั่วไปเรามักไล่ระดับดินให้เป็น Slope เพื่อให้ไม่เกิดน้ำขังนั้นเอง ส่วนในเรื่องวัชพืชแนะนำว่าควรฉีดและทิ้งไว้สักพักก่อนที่จะลงมือปลูกต้นไม้
    • กำหนดตำแหน่งต้นไม้แบบคร่าวๆ : การจัดวางนั้นควรมีการเว้นระยะห่างของต้นไม้ให้มีความสมดุล ไม่ชิดกันจนเกินไปเพราะอาจจะโตชนกันได้ เราแนะนำให้ปลูกต้นไม้ใหญ่บริเวณมุมหน้าบ้านและหลังบ้าน เพราะมีพื้นที่ในการเติบโตหน่อย ส่วนด้านข้างบ้านมีพื้นที่เหลือไม่มาก ถ้าปลูกต้นไม้สูงอาจจะชนกับตัวบ้านได้เราแนะนำให้ทำเป็นไม้พุ่มยาวตลอดแนว พร้อมทางเดินเท้ารอบสวน
    • ปลูกต้นไม้ : วิธีการปลูกนั้นควรดูลักษณะและวิธีการปลูกของต้นไม้แต่ละต้น เช่น ประเภทไม้พุ่ม ควรขุดหลุมลึกประมาณ 40-50 cm. ส่วน ประเภทไม้ คลุมดิน ควรขุดลึก เพียง 25-30 cm. เป็นต้น ที่สำคัญต้องหมั่นดูแลรดน้ำ ใส่ปุ๋ยต้นไม้อยู่เป็นประจำ
    พื้นที่สีเขียวรอบบ้าน กับการออกแบบบ้านให้ดูมั่นคงมากขึ้น
    พื้นที่สีเขียวรอบบ้าน กับการออกแบบบ้านให้ดูมั่นคงมากขึ้น

    วิธีปลูกต้นไม้ในบ้านโมเดิร์น พื้นที่สีเขียวรอบบ้าน พร้อมทริคดูแลต้นไม้ สำหรับคนอยู่บ้านโมเดิร์นที่อยากจัดสวนสีเขียว ลองมาดูวิธีปลูกต้นไม้ในบ้านโมเดิร์นกัน การ นำต้นไม้มาปลูกไว้ในบ้านหรือคอนโดที่ตกแต่งด้วยสไตล์โมเดิร์น

    1. คำนึงถึงคอนเซ็ปต์ในภาพรวม ต้นไม้ ก็เหมือนกับงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่จะนำเข้ามาตกแต่งในบ้าน ฉะนั้นสิ่งแรกที่ควรคำนึงถึงคือ คอนเซ็ปต์หรือจุดประสงค์หลักของการออกแบบที่พักอาศัย จุดที่แสงแดด

    2. ปลูกไว้ใกล้หน้าต่างหรือบนผนัง ต้นไม้ จะกลมกลืนกับการตกแต่งสไตล์โมเดิร์นยิ่งขึ้น เมื่อนำไปปลูกไว้ในตำแหน่งที่ดูพิเศษมากกว่าการนำกระถางไปวางไว้บนพื้นเฉย ๆ โดยเฉพาะบนชั้นวางของติดผนังกับขอบหน้าต่างกระจก

    3. ไม่กั้นทางแสงหรือบดบังทัศนียภาพ ต้นไม้ ที่จะนำมาปลูกก็ไม่จำเป็นต้องเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่เสมอไป เพราะไม้ประดับในกระถางเล็ก ๆ ก็ช่วยเติมเต็มความสวยงามให้กับที่พักอาศัยสไตล์โมเดิร์นได้เช่นเดียวกัน

    4. ปลูกต้นไม้ที่มีเท็กซ์เจอร์เป็นเอกลักษณ์ ส่วน อีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้ต้นไม้กลมกลืนไปกับการตกแต่งสไตล์โมเดิร์นก็คือ ตกแต่งมุมห้องด้วยต้นไม้ที่มีเอกลักษณ์ หรือมีลักษณะแตกต่างออกไปจากต้นไม้ชนิดอื่น

    ปัญหาที่ควรทราบก่อนการสร้างบ้าน
    จะซื้อที่ดินซักแปลง ต้องตรวจเช็คหน่วยงานราชการที่ใดบ้าง ความจริงน่าจะไปถามที่กรมที่ดิน หรือหาหนังสือเกี่ยวกับการซื้อ ขายที่ดินอ่านจะดีที่สุด แต่เท่าที่นึกออกคงจะมีดังต่อไปนี้

    การทางพิเศษ (เรื่องทางด่วน)
    กทม.หรือกรมโยธาธิการ (เรื่องการตัดถนนและเขตห้ามก่อสร้าง)
    กรมการบินพาณิชย์ (เขตห้ามก่อสร้างเพราะบังคลื่นวิทยุ)
    กรมทางหลวง (เรื่องการตัดถนน)
    การไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(สายไฟฟ้าแรงสูงผ่าน)
    จะสร้างบ้าน (มีที่ดินแล้ว) สักหลัง แต่ไม่รู้จักใครเลยเริ่มต้นที่ไหนดี
    หากคุณมีที่ดินแล้วก็อยากสร้างบ้านสักหลัง แต่ไม่เคยรู้จักใครเลย และก็ไม่มีเงินเพียงพอที่จะเสี่ยงต่อความเสียหาย หรืองบประมาณ บานปลาย คุณอาจดำเนินการดังนี้

    1. ติดต่อบริษัทที่รับสร้างบ้านสำเร็จรูปตามแบบของเขา (เปิดหาได้ตามโฆษณาทั่วไป) ตรวจสอบดูผลงานเขาจากสถานที่จริง (หากเขาไม่มีตัวอย่างให้ดูก็ ไปเลือกบริษัทอื่น) ดูแบบที่เขามีอยู่ในบริษัท พร้อมงบประมาณ ว่าเป็นที่พอใจของคุณหรือไม่ หากพอใจก็ติดต่อตกลงกับเขาเพื่อ ดำเนินการเลย

    2. หากไม่พอใจขั้นตอนในข้อแรก และก็ไม่รู้จักสถาปนิกเลยสักคน ลองติดต่อกับสถาปนิกอื่นๆ เพื่อให้เขาแนะนำสถาปนิกให้คุณสัก คน เมื่อคุณเจอสถาปนิกแล้ว ก็ตกลงในการว่าจ้างวิชาชีพกันต่อไป (คุณจะต้องเสียค่าออกแบบ หากคุณจะดูแบบซึ่งต่างจากข้อแรกที่ คุณดูแบบได้ฟรีโดยไม่ต้องเสียสตางค์)

    3. หากทั้งสองขั้นตอนนี้ยังไม่เป็นที่พอใจคุณอีกแนะนำให้ลอง ตระเวนดูบ้านที่คุณพอใจ แล้วเคาะประตูถามเจ้าของบ้านนั้นว่า เขาได้แบบบ้านที่คุณพอใจนั้นมาอย่างไร (หากเขาไม่ไล่คุณ ออกมาจากบ้านเสียก่อนก็ทำตามที่เขาบอก)

    จะถมดินสร้างบ้าน จะถมด้วยอะไรดี
    ก่อนที่จะตอบคำถามที่ว่าจะถมด้วยอะไรถึงจะดี ก็คง จะต้องมีคำถามถามกลับสัก 2 – 3 คำถามเสียก่อนนั่นคือ ก่อนที่ ท่านจะไปจ้างคนมาถมที่ ท่านได้มีข้อสรุปเกี่ยวกับระดับที่ ต้องการจะถมแล้วหรือยังว่า จะถมสูงขึ้นมาแค่ไหน และพื้นที่ ส่วนที่จะถมนั้นจะมีการใช้งานอย่างไร จะปลูกต้นไม้หรือจะใช้ จอดรถ หรือคุณจะถมปรับระดับเพื่อทำลานคอนกรีต อีกคำถาม หนึ่งก็คือ วิธีการที่จะถม จะถมหมดทั้งพื้นที่หรือว่าจะเก็บรักษา ต้นไม้ต้นใดต้นหนึ่งเอาไว้หรือไม่ เมื่อท่านตอบคำถามเหล่านี้ได้ครบถ้วนแล้วก็คงจะเกิด คำถามขึ้นอีกว่า ท่านควรจะถมเมื่อไร ซึ่งก็ขอแนะนำให้ถมก่อน เริ่มก่อสร้างบ้าน เพราะท่านจะต้องใช้เวลาก่อสร้างประมาณหนึ่ง ปีซึ่งจะเป็นระยะที่ดินจะแน่นตัวลงไป เมื่อสร้างบ้านเสร็จ เรียบร้อยท่านจึงทำการถมด้วยหน้าดินอีกครั้งหนึ่งบางๆ เพื่อใช้ ปลูกต้นไม้ครับ

    อะไรกันนะ เงินล่วงหน้า เงินประกันสัญญา เงินประกันผลงาน ฯลฯ
    การก่อสร้างในบ้านเราใหญ่โตขึ้นทุกวัน การทำสัญญาก่อสร้าง การ จ่ายชำระค่าก่อสร้าง การค้ำประกันผลงาน เป็นเรื่องที่ชักจะวุ่นวาย และเป็นที่ถกเถียงกันระหว่างเจ้าของโครงการ ผู้รับเหมาก่อสร้าง และที่ปรึกษากันมาก จึงขอเรียบเรียงเรื่องได้ดังนี้

    1. เมื่อตกลงทำสัญญา (สมมติค่าของงานตามสัญญา= 100 บาท) ผู้ว่า จ้างมักต้องจ่ายเงินล่วงหน้า (advance payment) ให้ผู้รับเหมา 10% (บางทีก็ 5% เป็น เงินสด 10 บาท แล้วผู้รับ เหมา จะส่ง เอกสาร ค้ำประกันธนาคารให้ผู้ว่าจ้าง 2 ฉบับ ฉบับแรกคือค้ำประกันเงิน ล่วงหน้าที่รับไป (advance bank guarantee) เท่าจำนวนเงิน ล่วงหน้าที่รับไปคือ 10 บาท ส่วนฉบับที่สองเป็นเอกสารค้ำ ประกันสัญญา (contract guarantee) ประมาณ 5% คือ 5 บาท ณ วินาทีนั้นเจ้าของจะจ่ายเงินสดออก =15 บาท และได้bank guarantee คืนมาสองฉบับรวมมูลค่า 15 บาท (10 บาท + 5 บาท) เอกสารทั้งสองฉบับมีอายุเท่ากับระยะเวลาเต็มของสัญญา

    2. เมื่อมีการ ทำงาน เกิด ขึ้น ผู้รับเหมา ทำงาน เสร็จแล้ว บางส่วน (สมมติว่ามี มูลค่าที่ ทำไปแล้ว 20 บาท) เวลาผู้รับเหมาเบิกเงินก็ จะต้องหักเงินที่ได้รับล่วงหน้าออกไปตามเปอร์เซ็นต์เดิม (เรียก ภาษาก่อสร้างว่า reimbursement) และหักค่าค้ำประกันผลงาน (ไม่ใช่ค้ำประกันสัญญาเรียกว่า Retention) อีกประมาณ 5% เช่น เบิกเงินมูลค่า 20 บาทจะรับไปจริงเพียง 17 บาท (20 บาท -2 บาท – 1 บาท)

    3. เมื่องานเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้าของจะจ่ายเงินไปทั้งหมด 95 บาท เพราะ advance คืนครบหมด แต่เก็บ retention ไว้ 5 บาท

    4. เมื่อ ผู้รับเหมา ส่งงาน พร้อม เอกสารทุก อย่างแล้ว เจ้าของก็จะ จ่ายเงิน (สด) 5 บาทที่หักเขาไว้เอา bank guarantee 2 ฉบับที่ ได้มาเมื่อวันเซ็นสัญญาคืนผู้รับเหมาไปและผู้รับเหมาก็จะทำ เอกสารค้ำประกันใหม่ให้ 1 ฉบับ (work guarantee) เพื่อประกัน ผลงานอายุ 1 ปีให้เจ้าของไป

    5. เมื่อครบ 1 ปี หากงานไม่มีปัญหาอะไรเจ้าของจะคืน work guarantee ให้ผู้รับเหมาไป

    สถาปนิกต้องมีจรรยาบรรณอะไรบ้างและแบ่งระดับชั้นกันอย่างไร
    สถาปนิก เป็นวิชาชีพที่ถูกควบคุมประเภทหนึ่งพระราชบัญญัติ ออกแบบภายใน  ควบคุมเป็นของตนเอง มีคณะกรรมการควบคุมการประกอบ วิชาชีพสถาปัตยกรรม (ก.ส.) โดยมีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็น ประธาน ดังนั้น จึงต้องมีจรรยาบรรณมารยาทที่กำหนดเอาไว้ หากสถาปนิกใดไม่ทำตาม จะถูกพิจารณาโทษจากคณะกรรมการ ซึ่งจากกฎกระทรวงฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2511) ได้ประกาศไว้และแปล เป็นภาษาง่ายๆ ได้ดังนี้

    ต้องทำงานด้วยความซื่อสัตย์ ไม่ทิ้งงานหากไม่มีเหตุอันควร และต้องตั้งใจทำงานของตนให้เป็นผลดีต่อ “สังคม”
    ห้ามทำอะไรทีเสื่อมเสียแก “เกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ”
    ห้ามโฆษณาใดๆ “ซึ่งการประกอบวิชาชีพสถาปนิก”
    ห้ามใช้แบบที่ออกแบบให้คนแล้ว ยกเว้นแต่เจ้าของแบบเติมอนุญาต
    ไม่ตรวจเช็คงานสถาปนิกคนอื่น เว้นแต่ทำตามหน้าที่และสถาปนิกอื่นนั้นทราบก่อน
    ไม่แย่งงานสถาปนิกอื่น(ไม่ทำงานที่สถาปนิกอื่นกำลังทำอยู่)
    ไม่หางานโดยการลดหรือประกวดราคาแบบ
    ไม่ใช้ตำแหน่ง หรืออิทธิพล หรือให้คอมมิชชั่น เพื่อได้งานออกแบบ
    ปกปิดความลับของแบบลูกค้าตน และไม่ลอกแบบผู้อื่น
    ไม่ทำลายชื่อเสียงสถาปนิกอื่น
    ห้ามกินค่าคอมมิชชั่น ซองขาว หรือค่าสเปก
    ไม่รับเหมาก่อสร้างจากจรรยาบรรณ มารยาทข้างต้น สถาปนิก พึงต้องรู้ว่า อะไรเป็น อะไร ส่วน ประชาชน ท่านใดพบสถาปนิกเกเร! ก็ สามารถแจ้งได้ ที่
    คณะ กรรมการ ก.ส. กระทรวงมหาดไทย ไม่ต้องเกรงใจ เพราะท่าน กำลังทำดี ส่วนว่าที่สถาปนิกนั้นแบ่งชั้นกันอย่างไร