ประจำเดือนหลังคลอด เริ่มมาตอนไหน และต้องดูแลตัวเองอย่างไร

ประจำเดือนหลังคลอด คือ ภาวะการมีประจำเดือนครั้งแรกหลังคลอดบุตร โดยทั่วไปแล้ว ผู้ตั้งครรภ์จะพบความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ทางร่างกายเมื่อเริ่มอุ้มท้อง ซึ่งรวมไปถึงประจำเดือนไม่มา เมื่อคลอดทารกแล้ว ร่างกายจะเริ่มปรับตัวให้มีประจำเดือนอีกครั้ง โดยแต่ละคนจะมีประจำเดือนหลังคลอดแตกต่างไปกันไปตามเงื่อนไขของภาวะสุขภาพ อีกทั้งการมี ประจำเดือนหลังคลอด บุตรยังต่างจากการมีประจำเดือนก่อนตั้งครรภ์ดังจะกล่าวต่อไป

เริ่มมีประจำเดือนหลังคลอดเมื่อไหร่ ?

ผู้ตั้งครรภ์ที่คลอดบุตรแล้วจะกลับมามีประจำเดือนหลังคลอดแตกต่างกันไป ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กรณี ได้แก่ ผู้ที่ไม่ให้นมบุตรหรือให้นมบุตรร่วมกับนมชง และผู้ที่ให้นมบุตรอย่างเดียว ดังนี้

  • ผู้ที่ไม่ให้นมบุตรหรือให้นมบุตรร่วมกับนมชง โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่ไม่ได้ให้นมบุตรเองหรือให้นมบุตรสลับกับให้ดื่มนมชงนั้น จะกลับมามีประจำเดือนหลังคลอดบุตรไปแล้วประมาณ 6-8 สัปดาห์ หากประจำเดือนยังไม่มาภายใน 3 เดือน ควรพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษา โดยแพทย์จะตรวจร่างกาย เพื่อดูว่าประสบ ภาวะขาดประจำเดือน แบบทุติยภูมิ ตั้งครรภ์ หรือเกิดปัญหาสุขภาพอื่น ๆ หรือไม่
  • ผู้ที่ให้นมบุตรอย่างเดียว การให้นมบุตรนับเป็นปัจจัยของการมีประจำเดือนหลังคลอด โดยผู้ที่ให้ทารกดื่มนมแม่เพียงอย่างเดียวบางรายจะไม่มีประจำเดือนตลอดช่วงที่ให้นมบุตร ส่วนผู้ที่ให้นมบุตรรายอื่นอาจมีประจำเดือนมาช้า เนื่องจากโพรแลคติน (Prolactin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนสำหรับผลิตน้ำนมแม่มีฤทธิ์ยับยั้งฮอร์โมนสืบพันธุ์ ส่งผลให้ร่างกายไม่ตกไข่ออกมา ทั้งนี้ ปริมาณการให้นมบุตรส่งผลต่อการกลับมามีประจำเดือน กล่าวคือ ผู้ที่ให้นมบุตรน้อยลงอาจกลับมามีประจำเดือนได้เร็วขึ้น หากได้รับประทานอาหารเสริมร่วมกับอาหารหลักอย่างเพียงพอ ก็มีแนวโน้มที่จะกลับมามีประจำเดือนเร็วกว่า 6 เดือน

อย่างไรก็ตาม ร่างกายอาจไม่ได้หยุดการตกไข่ขณะที่ให้นมบุตรเสมอไป ผู้ที่ให้นมบุตรบางรายอาจกลับมามีประจำเดือนหลังคลอดบุตรไปแล้ว 1 เดือน ในขณะที่ผู้ให้นมบุตรบางส่วนที่ รับประทานอาหารหลัก และอาหารเสริมอย่างเพียงพออาจมีประจำเดือนมาช้าหลายเดือนได้

ประจำเดือนหลังคลอด

รู้ได้อย่างไรว่ามีประจำเดือนหลังคลอด ?

ผู้ตั้งครรภ์ที่คลอดบุตรแล้วจะกลับมามีประจำเดือนได้อีกครั้ง ขึ้นอยู่กับการให้นมบุตรตามที่กล่าวไปข้างต้น โดยอาการประจำเดือนหลังคลอด มีดังนี้

  • มีเลือดออกเป็นจุด ผู้ที่ให้นมบุตรน้อยลงจะเริ่มกลับมามีประจำเดือน โดยจะมีเลือดประจำเดือนออกมาเป็นจุดเล็ก ๆ และไม่สม่ำเสมอ
  • มีลิ่มเลือด ผู้ที่มีประจำเดือนหลังคลอดหลายรายมักมีลิ่มเลือดออกมา โดยลิ่มเลือดนั้นอาจเกิดจากการฟื้นฟูซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ภายในร่างกาย ไม่ใช่สาเหตุของปัญหาสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีลิ่มเลือดออกมากับเลือดประจำเดือนเป็นเวลา 1 สัปดาห์ หรือประจำเดือนมามากกว่าที่เคยเป็น ควรพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษา
  • ตกไข่และตั้งครรภ์ได้ ผู้ที่คลอดบุตรแล้วอาจตั้งครรภ์ได้อีกแม้ประจำเดือนจะยังไม่มา เนื่องจากร่างกายจะตกไข่ออกมาก่อนประจำเดือนมาประมาณ 2 สัปดาห์โดยที่อาจไม่รู้ตัว จึงควรคุมกำเนิดทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ไม่ว่าจะมีประจำเดือนหลังคลอดแล้วหรือไม่ก็ตาม
  • มีตกขาว โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่คลอดบุตรมักมีเลือดหรือตกขาวออกมาจากช่องคลอด เนื่องจากร่างกายต้องขับเลือดและเนื้อเยื่อที่ตกค้างภายในมดลูกระหว่างตั้งครรภ์ออกไป ผู้ที่คลอดบุตรอาจมีเลือดและลิ่มเลือดออกมามากในช่วงสัปดาห์แรก ผู้ที่ไม่ได้ให้นมบุตรอาจมีน้ำคาวปลาหรือตกขาวออกมาเป็นเวลาประมาณ 6 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงที่จะกลับมามีประจำเดือนอีกครั้ง โดยจะเริ่มมีเลือดประจำเดือนปนมากับน้ำคาวปลาเมื่อประจำเดือนใกล้มา

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่คลอดบุตรแล้วอาจประสบภาวะเลือดออกจากช่องคลอดผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาทันทีในกรณีที่พบว่ามีเลือดประจำเดือนมากกว่าปกติจนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยชั่วโมงละหลายชิ้น เกิดอาการปวดท้องกะทันหันอย่างรุนแรง เป็นไข้เฉียบพลัน และมีประจำเดือนนานกว่า 7 วัน

ประจำเดือนหลังคลอดแตกต่างจากประจำเดือนทั่วไปอย่างไร ?

ผู้ตั้งครรภ์ที่คลอดบุตรแล้วจะกลับมามีประจำเดือนอีกครั้งในช่วงเวลาที่แตกต่างกันไปตามภาวะสุขภาพ โดยอาจปรากฏอาการบางอย่างที่ต่างจากการมีประจำเดือนก่อนตั้งครรภ์ก่อนที่จะค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติ เนื่องจากร่างกายต้องปรับระบบการทำงานของรอบเดือนอีกครั้ง ส่งผลให้มีอาการของประจำเดือนหลังคลอดที่ต่างไปจากเดิมบ้าง ดังนี้

  • รู้สึกปวดบีบที่ท้องน้อยมากกว่าหรือน้อยกว่าที่เคยเป็น
  • มีลิ่มเลือดเล็ก ๆ ปนมากับเลือดประจำเดือน
  • ประจำเดือนมามาก
  • ประจำเดือนมาไม่ปกติบ้าง
  • มีเลือดประจำเดือนออกมากะปริบกะปรอย

เมื่อมีประจำเดือนหลังคลอดควรทำอย่างไร ?

ผู้ที่คลอดบุตรด้วยวิธีธรรมชาติและมีประจำเดือนหลังคลอดทันทีนั้น ควรเลี่ยงการใช้ผ้าอนามัยแบบสอดในช่วงแรกของการมีประจำเดือน เนื่องจากต้องฟื้นฟูอวัยวะภายในร่างกายก่อน การสอดผ้าอนามัยสำหรับซับเลือดประจำเดือนจะทำให้เกิดการกระทบกระเทือนต่ออวัยวะดังกล่าวได้ โดยแพทย์จะพิจารณาว่าจะกลับไปใช้ผ้าอนามัยแบบสอดหลังคลอดบุตรไปแล้วประมาณ 6 สัปดาห์ได้หรือไม่

นอกจากนี้ ผู้ที่ยังไม่มีประจำเดือนหลังคลอดอันเนื่องมาจากการให้นมบุตรนั้น ก็ควรคุมกำเนิดเมื่อมีเพศสัมพันธ์ทุกครั้ง โดยปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการคุมกำเนิดวิธีต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับตนเอง  เนื่องจากการให้นมบุตรไม่ได้ช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะผู้ที่กลับมามีประจำเดือนอีกครั้งระหว่างที่ให้นมบุตร

ทำไมคลอดลูกแล้วประจำเดือนถึงยังไม่มา

โดยปกติแล้วประจำเดือนหรือรอบเดือนจะเกิดจากการหลุดลอกของเยื่อบุโพรงมดลูก มีฮอร์โมน 2 ชนิด คือ เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ควบคุมการสร้างและหลุดลอกของเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งระดับฮอร์โมนทั้งสองตัวนี้จะมีความสัมพันธ์กับการตกไข่จากรังไข่ ในแต่ละรอบเดือนจะมีช่วงเวลาประมาณ 26-30 วัน ทำให้ประจำเดือนเกิดขึ้นเฉลี่ยเดือนละ 1 ครั้ง แต่ในขณะตั้งครรภ์นั้นจะไม่มีการตกไข่

เพราะฮอร์โมนในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเพื่อให้การตั้งครรภ์ดำเนินต่อไปตามปกติ จึงทำให้ไม่มีประจำเดือน แต่เมื่อคุณแม่คลอดแล้ว อิทธิพลของฮอร์โมนต่างๆ จะยังคงมีอยู่ไปอีกสักระยะหนึ่ง ทำให้ยังไม่มีการตกไข่ ประจำเดือนจึงยังไม่มานั่นเอง แต่ก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะกลับมาเมื่อไหร่ เพราะขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลค่ะ

ประจำเดือนหลังคลอดมาเมื่อไหร่

จากสถิติโดยทั่วไปแล้วเราพบว่าคุณแม่หลังคลอดจะมีเริ่มมีประจำเดือนในช่วงระยะเวลาดังนี้

  • คุณแม่จำนวน 60% จะเริ่มมีประจำเดือนในช่วงเดือนที่ 7 หลังคลอด
  • คุณแม่จำนวน 20% จะเริ่มมีประจำเดือนในช่วงเดือนที่ 2-4 หลังคลอด
  • คุณแม่จำนวน 10% จะเริ่มมีประจำเดือนในช่วงเดือนที่ 2 เดือนครึ่งหลังคลอด

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาที่พบว่า ร้อยละ 2-3 ของคุณแม่หลังคลอดจะมีการตกไข่ แม้ว่าจะเป็นส่วนน้อยก็ตาม แต่ก็แสดงให้เห็นว่าคุณแม่มีโอกาสจะตั้งครรภ์ได้อีกถ้าไม่คุมกำเนิด ฉะนั้นการคุมกำเนิดนั้นไม่จำเป็นต้องรอให้ประจำเดือนมาก่อน คุณแม่ควรเริ่มคุมกำเนิดหลังจากการตรวจหลังคลอดได้เลย

สาเหตุที่ทำให้ประจำเดือนมาช้ากว่าปกติ

1. คุณแม่ให้ลูกดูดนม คุณแม่ที่ให้ลูกดูดนมอย่างสม่ำเสมอจะส่งผลให้มีฮอร์โมนโปรแล็กตินหลั่งออกมาจากต่อมใต้สมอง ทำให้ไข่ไม่ตก เมื่อไข่ไม่ตกประจำเดือนจึงไม่มา คุณแม่หลังคลอดที่ให้ลูกดูดนมอย่างสม่ำเสมอจึงอาจไม่มีประจำเดือนไปจนถึง 6-7 เดือนหลังคลอด แต่สำหรับคุณแม่ที่ไม่ได้ให้ลูกดูดนม ส่วนใหญ่พบว่าประจำเดือนจะกลับมาปกติใน 6-8 สัปดาห์หลังคลอดค่ะ

2. ฮอร์โมน ฮอร์โมนเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งของการมาหรือไม่มาของประจำเดือน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในระหว่างการตั้งครรภ์อาจมีผลต่อการมีประจำเดือนในช่วงหลังคลอด

3. การใช้ยาบางชนิด ยาบางชนิดมีผลกระทบต่อฮอร์โมน ทำให้ประจำเดือนหลังคลอดยังไม่มา

4. การคุมกำเนิด โดยการฉีดยาคุมกำเนิดหรือฝังยาคุมกำเนิด ซึ่งการคุมกำเนิดแบบนี้จะมีผลทำให้ประจำเดือนหลังคลอดไม่มาหรือมาช้ากว่าปกติ

5. สภาวะอ้วนหรือผอมเกินไป คุณแม่บางคนที่มีร่างกายไม่แข็งแรงสมบูรณ์ย่อมมีผลทำให้ระบบการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ เป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร จึงทำให้ประจำเดือนหลังคลอดมาช้า

6. คุณแม่หลังคลอดมีอาการซึมเศร้า ความเครียดสะสมหรือความวิตกกังวลเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกมากเกินไป อาจส่งผลให้ไข่ไม่ตกได้เช่นกัน จึงทำให้ประจำเดือนหลังคลอดยังไม่มา